ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดส่งออกปี64 โตแค่ 3% บาทแข็ง-ขาดแคลนตู้สินค้า กดดัน

24 ธ.ค. 63 8:41: น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

           ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ส่งออกไทยในเดือนพ.ย. 2563 ส่งสัญญาณดีขึ้น ท่ามกลางการระบาดหนักในสหรัฐฯ และยุโรป โดยหดตัวลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3.65 YoY จากเดือนต.ค. 2563 ที่หดตัวร้อยละ 6.71 YoY นอกจากนี้เมื่อหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธฯ การส่งออกมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยหดตัวเพียงร้อยละ 2.09 YoY  มีรายละเอียดดังนี้

       การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย. หดตัวลดลงอยู่ที่ร้อยละ 2.9 YoY โดยสินค้าประเภทรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 9 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 10.3 YoY ตลาดที่ขยายตัวดี ได้แก่ออสเตรเลีย หลังสถานการณ์โควิด-19 ในเดือนพ.ย. เริ่มกลับมาดีขึ้น รวมถึงญี่ปุ่น มาเลเซีย และสหรัฐฯ นอกจากนี้ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านและสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและแพร่ระบาดยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง

      ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนพ.ย. หดตัวลดลงเช่นกันอยู่ที่ร้อยละ 2.4 YoY หลังจากหดตัว 8.8 YoY ในเดือนต.ค. โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการสินค้าเกษตรหลายตัวที่สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เช่นการส่งออกข้าวที่กลับมาขยายตัวในรอบ 7 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 16.7 YoY และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่กลับมาขยายตัวในรอบ 2 เดือนที่ร้อยละ 14.0 YoY รวมถึงการส่งออกยางพาราที่ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่สองอยู่ที่ร้อยละ 32.5 YoY

      ในเดือนพ.ย. สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกที่สองของโควิด-19 เริ่มเกิดขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้บางประเทศเริ่มกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในประเทศแทบยุโรปจึงส่งผลให้การส่งออกไปในสหภาพยุโรปหดตัวที่ร้อยละ 8.5 YoY ในขณะที่การส่งออกไปจีนยังหดตัวในระดับสูงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันอยู่ที่ร้อยละ 8.9 YoY

      สำหรับทิศทางการส่งออกของไทยในปีหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนอีกหลายปัจจัย แม้จะมีความหวังในเรื่องการพัฒนาวัคซีนเพิ่มขึ้น แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกลับมาเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มกลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเริ่มมีการกลายพันธุ์ของไวรัสในประเทศอังกฤษ  ขณะที่หลายประเทศในแถบยุโรปเริ่มมีคำสั่งให้ล็อกดาวน์ข้ามช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองไป ทำให้คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปจะเริ่มกลับมาชะงักชะงัน อีกทั้งความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้านำเข้าลดลงตามไปด้วย

  นอกจากนี้ การส่งออกของไทยยังได้รับปัจจัยกดดันจากการขาดแคลนตู้สินค้า และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นกดดันต่อการส่งออกของไทยโดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2564 ขณะที่การเข้าไปอยู่ในบัญชี Monitoring List ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ของไทยจะทำให้สถานการณ์การแข็งค่าเงินบาทเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าและมีความผันผวนมากขึ้นย่อมมีผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งนี้ ท่ามกลางปัจจัยกดดันที่กล่าวมาข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินทิศทางการส่งออกไทยในปี 2564 ว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.0 

เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

Cr.Efinancethai