EIC SCB หั่นเป้าส่งออกปี 64 เหลือโต 4.7% จากเดิมคาดโต 5.3%

24 ธ.ค. 63 9:27: น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่า มูลค่าส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2020 หดตัวชะลอลงที่ -3.6%YOY ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานต่ำในปีก่อนที่มีการปิดซ่อมโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ และผลจากสงครามการค้าที่รุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้หากพิจารณาเทียบกับเดือนก่อนหน้าแบบหักผลทางฤดูกาล (%mom_sa) พบว่าการส่งออกในเดือนล่าสุดหดตัวเล็กน้อยที่ -0.3%mom_sa สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังค่อนข้างทรงตัวในช่วงหลัง

  ในระยะข้างหน้า การฟื้นตัวของการส่งออกจะพบกับอุปสรรคในระยะสั้นจากผลกระทบการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ในต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การระบาดรอบใหม่ในไทยอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทยในระยะสั้น

  นอกจากนี้ การส่งออกไทยยังประสบปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยในช่วงปลายปี 2020 ต่อเนื่องไปยังไตรมาสแรกของปี 2021 รวมถึงค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าคู่ค้าและคู่แข่ง ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการส่งออกของไทยในปี 2021

  มูลค่าส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2020 หดตัว -3.6%YOY หลังจากหดตัว -6.7%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2020 การส่งออกในภาพรวมหดตัวที่ -6.9%YOY และเมื่อหักทองคำและการส่งกลับอาวุธไปสหรัฐฯ การส่งออกจะหดตัวสูงขึ้นเป็น -9.5%YOY

  การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน การป้องกันสุขภาพ สินค้าเกษตร รถยนต์และเครื่องจักรกลขยายตัว ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหดตัว 

      • การส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบพลิกกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือนที่ 10.3%YOY โดยตลาดสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ออสเตรเลีย (42.1%YOY) ญี่ปุ่น (100.8%YOY) และสหรัฐฯ (68.3%YOY)
      • การส่งออกสินค้าเกษตรกลับมาขยายตัวที่ 6.9%YOY หลังจากหดตัว -3.3%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ข้าว (16.7%YOY) ยางพารา (32.5%YOY) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (14.0%YOY) และผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง (6.5%YOY)
      • การส่งออกเครื่องจักรกลและส่วนประกอบขยายตัวที่ 1.6%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 6 เดือน โดยตลาดสำคัญที่ขยายตัว อาทิ สหรัฐฯ จีน และเวียดนาม
      • สินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยและทำงานที่บ้าน และการป้องกันสุขภาพมีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (17.0%YOY) เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ (22.2%YOY) เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน (10.8%YOY) โทรศัพท์และอุปกรณ์ (35.5%YOY) และผลิตภัณฑ์ยาง (13.3%YOY)
โดยถุงมือยางขยายตัวเร่งขึ้นที่ 191.9%YOY
      • อย่างไรก็ดี การส่งออกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์พลิกกลับมาหดตัวที่ -1.4%YOY โดยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่หดตัว อาทิ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (-7.4%YOY) อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด
(-6.1%YOY) และแผงวงจรไฟฟ้า (-8.2%YOY)
      • การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรหดตัวที่ -12.2%YOY หลังจากหดตัว -14.1%YOY ในเดือนก่อนหน้า
โดยสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-3.3%YOY) เครื่องดื่ม (-8.7%YOY)
และน้ำตาลทราย (-74.1%YOY)
      • การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันยังมีการหดตัวต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา โดยมูลค่าส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปหดตัวที่ -19.6%YOY ในขณะที่การส่งออกเคมีภัณฑ์และพลาสติกหดตัวที่ -3.7%YOY

  ด้านการส่งออกรายตลาด พบว่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียขยายตัว ขณะที่การส่งออกไปตลาดสำคัญอื่นหดตัว

      • การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ 15.4%YOY หลังจากขยายตัว 17.0%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (12.8%YOY) ผลิตภัณฑ์ยาง (33.3%YOY) และรถยนต์และส่วนประกอบ (68.3%YOY)
      • การส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นพลิกกลับมาขยายตัวที่ 5.4%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 6 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ (100.8%YOY) เคมีภัณฑ์ (72.3%YOY) และโทรศัพท์และอุปกรณ์ (34.4%YOY)
      • การส่งออกไปออสเตรเลียขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ 24.3% หลังจากขยายตัว 6.9%YOY ในเดือนก่อนหน้า สินค้าหลักที่ขยายตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ (42.1%YOY) อัญมณีและเครื่องประดับ (114.6%YOY) และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (53.0%YOY)
      • อย่างไรก็ดี การส่งออกไปจีนหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ -8.9%YOY หลังจากหดตัว -6.1%YOY ในเดือนตุลาคม โดยสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ เม็ดพลาสติก (-8.8%YOY)  คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (-16.2%YOY) และผลิตภัณฑ์ยาง (-28.5%YOY) เป็นต้น
      • การส่งออกไปตลาดอาเซียน 5 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ที่ -15.0%YOY หลังจากหดตัว -27.2%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าหลักที่หดตัว อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ (-24.9%YOY) น้ำมันสำเร็จรูป (-35.5%YOY) และเคมีภัณฑ์ (-18.5%YOY)
      • การส่งออกไปตลาด CLMV หดตัวชะลอลงที่ -13.0%YOY หลังจากหดตัว -17.0%YOY ในเดือนก่อนหน้า สินค้าสำคัญที่หดตัว ประกอบด้วย อัญมณีและเครื่องประดับ (-78.2%YOY) น้ำมันสำเร็จรูป (-11.9%YOY) และเครื่องดื่ม (-14.3%YOY)
      • การส่งออกไปสหภาพยุโรป 15 หดตัวในอัตราเร่งขึ้นที่ -8.5%YOY หลังจากหดตัว -0.4%YOY ในเดือนตุลาคม สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (-3.3%YOY) อัญมณีและเครื่องประดับ (-34.1%YOY) และแผงวงจรไฟฟ้า (-15.7%YOY)
      • การส่งออกไปตลาดอินเดียพลิกกลับมาหดตัวที่ -1.3%YOY หลังจากขยายตัวสูงถึง 13.7%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าที่หดตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (-29.9%YOY) และเคมีภัณฑ์ (-25.7%YOY)

  ด้านมูลค่านำเข้าในเดือนพฤศจิกายนหดตัวชะลอลงเป็น -1.0%YOY หลังจากหดตัว -14.3%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยการนำเข้าสินค้าในเกือบทุกหมวดหดตัวในอัตราชะลอลง ได้แก่ หมวดสินค้าเชื้อเพลิง (-9.8%YOY) สินค้าทุน (-2.5%YOY) สินค้าอุปโภคบริโภค (-7.7%YOY) และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง (-8.3%YOY)

  ในส่วนของการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปกลับมาขยายตัวที่ 5.9%YOY แต่การขยายตัวเกิดจากการนำเข้าทองคำที่ขยายตัวสูงที่ 66.1%YOY โดยหากหักทองคำ การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปหดตัวอยู่ที่ -2.0%YOY สำหรับมูลค่าการนำเข้าในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2020 หดตัวที่ -13.7%YOY ทั้งนี้ดุลการค้าในเดือนพฤศจิกายนเกินดุลที่ 52.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 11 เดือนแรกดุลการค้าเกินดุล 23.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

  มูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายนที่หดตัวชะลอลงส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยฐานต่ำ โดยหากพิจารณาเทียบกับเดือนก่อนหน้าแบบหักผลทางฤดูกาล (%mom_sa) พบว่าการส่งออกในเดือนล่าสุดหดตัวเล็กน้อยที่ -0.3%mom_sa สะท้อนว่าการส่งออกฟื้นตัวชะลอลงในช่วงหลัง แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าการหดตัวกลับลดลงเนื่องจากปัจจัยฐานต่ำในเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่มีการปิดซ่อมโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน รวมถึงได้รับผลจากสงครามการค้าที่รุนแรงเพิ่มขึ้น (trade war escalation) ในช่วงปลายปีที่แล้ว

  ในระยะข้างหน้า การฟื้นตัวของการส่งออกจะพบกับอุปสรรคในระยะสั้นจากผลกระทบการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ทั้งในต่างประเทศและไทย โดยในระยะหลัง หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงทำให้ต้องกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดอีกครั้ง (รูปที่ 3) จึงอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

   นอกจากนี้ การกลับมาระบาดในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สมุทรสาคร อาจส่งผลต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทย เนื่องจากอาจประสบปัญหาด้านแรงงาน (เมียนมา) ขาดแคลน และความเชื่อมั่นที่อาจลดลงของประเทศคู่ค้าต่ออาหารทะเลส่งออกของไทยที่อาจปนเปื้อน COVID-19

  นอกจากนี้ การส่งออกไทยยังประสบปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยในช่วงปลายปี 2020 ต่อเนื่องไปยังไตรมาสแรกของปี 2021 โดยในปัจจุบันตู้คอนเทนเนอร์ได้ค้างอยู่ที่กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เนื่องจากการปิดเมืองในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกที่น้อยลงของกลุ่มประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ

  ด้วยเหตุนี้ ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนในกลุ่มประเทศเอเชียซึ่งเป็นผู้ส่งออกหลัก ซึ่งการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวทำให้อัตราค่าระวางเรือปรับเพิ่มสูงขึ้นมาก (รูปที่ 4) รวมถึงใช้เวลานานขึ้นในการจัดหาตู้เพื่อการส่งออก จึงมีแนวโน้มทำให้การฟื้นตัวของการส่งออกช้าลงกว่าที่เคยคาดไว้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี 2021 EIC จึงคาดว่าการส่งออกในปี 2021 จะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยจะขยายตัวที่ 4.7% (เดิมคาด 5.3%)

  ในส่วนของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าเร็วกว่าประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการส่งออกของไทยในปี 2021 โดยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า ประกอบกับการที่เงินจะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย จะทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้น ประกอบกับการที่ไทยถูกสหรัฐฯ จัดเป็น monitoring list ในวันที่ 16 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมา 

   อาจทำให้ตลาดกังวลว่า ธปท. จะเข้าดูแลค่าเงินบาทได้น้อยลง จึงอาจเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทเร็วกว่าประเทศคู่ค้าและคู่แข่งได้ โดยการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลโดยตรงต่อกำไรของผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศ (local content) มาก (เช่น ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นต้น) เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทผ่านต้นทุนที่ลดลงของวัตถุดิบนำเข้า

บทวิเคราะห์จาก… https://www.scbeic.com/th/detail/product/7291

ผู้เขียนบทวิเคราะห์ : ดร. กำพล อดิเรกสมบัติ (kampon.adireksombat@scb.co.th)
    ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

    พนันดร อรุณีนิรมาน (panundorn.aruneeniramarn@scb.co.th)
    นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

    พิมพ์ชนก โฮว (phimchanok.hou@scb.co.th)
    นักวิเคราะห์

  Economic Intelligence Center (EIC)
  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  EIC Online: http://www.scbeic.com

เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 
Cr.Efinancethai