การมุ่งสู่ดิจิทัล คือ ความจำเป็นสำหรับทางรอดของธุรกิจขนาดเล็ก

ปุตราจายา, มาเลเซีย, 23 ตุลาคม 2020. โดย ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ดาโต๊ะ ศรี ดร.หะยี วาน จุนอิดิ บิน ตนกู จาร์ฟา (Dato Sri Dr. Haji Wan Junaidi Bin Tuanku Jaafa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนานักวิสาหกิจและสหกรณ์แสดงท่าทีเร่งให้สมาชิกเอเปคต้องทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของภูมิภาคสู่การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจดิจิทัล

“การมุ่งสู่ดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เป็นความจำเป็นของการอยู่รอด” ตนกู จาร์ฟากล่าวในการเปิดที่ประชุมระดับรัฐมนตรีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของเอเปคครั้งที่ 26 ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ตุลาคม 2020)

รัฐมนตรีเอเปคที่รับผิดชอบด้านกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของ Covid-19 ที่มีต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและแลกเปลี่ยนขั้นตอนในการสร้างกระบวนการรื้อฟื้นและสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมสำหรับภาคส่วนนี้

          วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเปค มีสัดส่วนของการเจริญเติบโตถึงร้อยละ 40-60 ต่อการเจริญเติบโตของการผลิตภายในประเทศสมาชิกเอเปค สำหรับการโต้ตอบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 สมาชิกเอเปคเตรียมมาตรการสนับสนุนสำหรับภาคส่วนนี้ทั้งการผ่อนปรนภาษี ทุนอุดหนุน การลดอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อและการรีไฟแนนซ์ มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้และมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลก

          “ในวิถีชีวิตใหม่ ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจเพื่อประยุกต์ตัวเองเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการประกอบการ และนอกเหนือไปจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังแล้ว การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็นด้วยเช่นกัน ในขณะที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและก้าวผ่านความท้าทายไปได้“ ตนกู จาร์ฟากล่าวเสริม

ตนกู จาร์ฟายังกล่าวถึงการเผชิญหน้ากับความท้าทายและข้อกังวลในการเข้าสู่ดิจิทัล รวมถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความมั่นคงไซเบอร์ การฉ้อโกงทางดิจิทัลและการแบ่งแยกทางดิจิทัล เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกเอเปคในเวลาของการระบาดใหญ่และภายหลังการระบาดของ Covid-19 อีกด้วย

เอเปครับรู้ร่วมกันว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความสำคัญต่อเศรฐกิจและการจ้างงานของภูมิภาค ในการประชุมนี้ ดร.รีเบคกา ฟาติมะ สตา มาเรีย (Dr. Rebecca Fatima Sta Maria) ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานเลขาธิการเอเปคเน้นความสำคัญด้านนโยบายว่านโยบายของเอเปคสามารถช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาคได้

เธอกล่าวเสริมอีกว่า “การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของเอเปคเป็นเรื่องระยะยาวและต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดภายในกลุ่มของเราและภาคเอกชน พวกเราต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อการปฏิรูปโครงสร้าง การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการริเริ่มด้านดิจิทัล เช่น การใช้ single window เพื่อสร้างความง่าย รวดเร็วและถูกลงสำหรับการทำธุรกิจในภูมิภาค และเพื่อให้มั่นใจด้วยว่าการเคลื่อนที่ของสินค้าและบริการมีความราบรื่น ทั้งภายในสมาชิกและข้ามพรมแดน

ในการประชุมครั้งนี้ คณะประชุมยังได้รับรองแถลงการณ์ร่วมที่มุ่งเน้นให้สมาชิกสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อการเริ่มต้นใหม่และฟื้นฟูธุรกิจผ่านกระบวนการทำให้เป็นดิจิทัล นวัตกรรมและเทคโนโลยี

          คณะรัฐมนตรียังให้การรับรองวิสัยทัศน์ใหม่ 5 ปีเพื่อสร้างจริยธรรมทางธุรกิจและบูรณภาพในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุที่เรียกว่า Vision 2025 ซึ่งมีการเปิดตัวในการประชุม 2020 APEC Business Ethics for SMEs Virtual Forum ภายใต้หัวข้อจริยธรรมระดับโลกต่อการเสริมสร้างการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมต่อธุรกิจทางการแพทย์และชีวเภสัชภัณฑ์

แปลและเรียบเรียง โดย คณะทำงานศูนย์เอเปค-ไทย สถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มาของข่าว: https://www.apec.org/Press/News-Releases/2020/1023_SMEMM

ที่มาของภาพ: https://www.apec.org/-/media/Images/NewsRelease/2020/1023_SMEMM.png?h=617&w=925&la=en&hash=114222B9D3478DFC0E5E43BC5E5FA5F561A9C256