มะกันผวายอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งในสภาคองเกรส เหตุโอมิครอนระบาด

infoquest

นายแพทย์ไบรอัน โมนาแฮน แพทย์ประจำรัฐสภาสหรัฐได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (3 ม.ค.) ว่า ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสภาคองเกรสของสหรัฐพุ่งขึ้นในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยอัตราผู้ติดเชื้อในรอบ 7 วันในสภาคองเกรสพุ่งขึ้นสู่ 13% จากเพียงแค่ 1% ในช่วงปลายเดือนพ.ย.

ทั้งนี้ นายแพทย์โมนาแฮนได้แจ้งต่อสมาชิกสภาและเจ้าหน้าที่ในจดหมายลงวันที่ 3 ม.ค.ว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอาคารรัฐสภาส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว โดยเมื่ออิงบนพื้นฐานตัวอย่าง ณ วันที่ 15 ธ.ค.พบว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 61% และสายพันธุ์เดลตา 38%

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 7 วันที่ผ่านมา สู่เฉลี่ยที่ 418,000 รายต่อวัน ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐได้เรียกร้องให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนแล้วนั้น เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น และผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนซึ่งมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วอย่างมากนั้น เข้ารับการฉีดวัคซีน

ข้อมูลจากจดหมายของนายแพทย์โมนาแฮนเปิดเผยว่าประมาณ 65% ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอาคารรัฐสภานั้นเป็นผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการของโรค ส่วนผู้ติดเชื้อที่เหลือมีผลตรวจโรคเป็นบวกแต่ไม่ได้แสดงอาการของโรค

วุฒิสภาสหรัฐมีกำหนดกลับมาปฏิบัติภารกิจในวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นหลังหยุดปีใหม่ แต่เป็นการประชุมในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเพราะเกิดเหตุพายุหิมะซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้จุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของอาคารรัฐสภาต้องปิดเร็วกว่าปกติ

นายแพทย์โมนาแฮนไม่ได้แนะนำให้เปลี่ยนแปลงข้อกำหนดที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับการสวมหน้ากากอนามัยในอาคารรัฐสภา อย่างไรก็ดี เขาแนะนำให้สมาชิกและเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ แทนหน้ากากชนิดผ้า

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้สำนักงาน คณะกรรมการและหน่วยงานต่าง ๆ ของสภาคองเกรสพิจารณาการปฏิบัติการและใช้ “รูปแบบการทำงานทางไกลขั้นสูงสุด” ในทันทีเพื่อลดการพบปะแบบตัวต่อตัวและกิจกรรมภายในสำนักงาน

ขณะนี้สหรัฐกำลังประสบกับการแพร่ระบาดในวงกว้างของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อควิด-19 ในประเทศพุ่งสู่ระดับสูงสุดประวัติการณ์ ด้วยเหตุนี้โรงเรียนหลายพันแห่งในประเทศจำต้องตัดสินใจเลื่อนเปิดการเรียนการสอนของสัปดาห์นี้ออกไปหลังวันหยุดปีใหม่ หรือเปลี่ยนมาเรียนผ่านระบบทางไกลแทน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์