ttb analytics ชี้ 3 ปัจจัย ท้าทายเศรษฐกิจไทย ปี 65

16-12-2021 ทันหุ้นธุรกิจ

ทันหุ้น – การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2565 นอกจากความเสี่ยงของสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่แล้ว ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านจุดอ่อนเศรษฐกิจไทยทิศทางการดำเนินนโยบายระดับโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่ควรต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือ

ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวต่อเนื่องตามการส่งออกสินค้าและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ที่มีแนวโน้มคลี่คลาย โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเปิดประเทศที่เป็นไปตามแผนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นแม้จะมีความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนก็ตามโดย ttb analytics ประเมินว่า ปัจจัยบวกเหล่านี้จะส่งผลดีไปยังโมเมนตัมเศรษฐกิจปี 2565 ให้ฟื้นตัวดีต่อเนื่องยกเว้นกรณีที่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญจนต้องเข้าสู่ภาวะล็อกดาวน์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอีกประการคือความท้าทายด้านเศรษฐกิจการเงินในปี 2565 ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้ทัน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจระยะยาวให้ได้หลังยุคโควิด-19โดยเมื่อจัดกลุ่มปัจจัยท้าทายด้านเศรษฐกิจการเงินตามเกณฑ์แหล่งที่มาของผลกระทบ แบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน คือ 1. จุดอ่อนของภาคส่วนเศรษฐกิจไทย 2. การปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายในระดับโลก และ 3. พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงทั่วโลก

ความท้าทายด้านแรก คือ เรื่องจุดอ่อนของภาคเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจาก

1.1)ความผันผวนของต้นทุนด้านอุปทานที่จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อไทยมากขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนนำเข้าจากต่างประเทศโดยความผันผวนด้านราคาสินค้าตลาดโลกในปัจจุบันมาจากภาคการผลิตที่หยุดดำเนินการในช่วงเกิดการแพร่ระบาดได้ทยอยกลับมาเปิดดำเนินการแต่ในหลายส่วนยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้อีกทั้งสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลงและส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าให้สะดุดหยุดลงได้ ประกอบกับอาจทำให้ความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้นรวดเร็วอาทิ ความต้องการพลังงานในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าปกติเช่นในปีนี้ แม้ประเมินว่าปัญหาด้านอุปทานจะทยอยคลี่คลายหลังกลางปี 2565 เป็นต้นไป แต่ภาคธุรกิจไทยที่เปราะบางจึงจำเป็นต้องพยายามลดต้นทุนที่เกิดขึ้นหาพลังงานทดแทนและลดความผันผวนจากต้นทุนนำเข้าต่างประเทศ (Imported Price) เพื่อคงความสามารถในการทำกำไรเอาไว้

1.2)ปัญหาโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระจุกตัวอยู่ในบางประเทศมีอัตราสูง โดยเฉพาะจีนและประเทศในกลุ่มอาเซียน ทำให้รายได้ภาคการท่องเที่ยวเผชิญกับความอ่อนไหวเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นดังนั้น ภาครัฐและภาคธุรกิจควรร่วมมือกันเร่งกระจายนักท่องเที่ยวเป้าหมายไปยังกลุ่มประเทศอื่นๆ พร้อมกับเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเภทที่สามารถทำมูลค่าเพิ่มได้โดยเฉพาะกิจกรรมที่สอดคล้องกับกระแสนิยมของนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FITs)ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอำนาจใช้จ่ายต่อคนสูงกว่าประเภทกรุ๊ปทัวร์ ก็จะสามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยและเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นๆเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับความท้าทายด้านที่สองจากการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายในระดับโลกมีปัจจัยดังนี้

2.1)การเปิดกว้างทางการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง โดยเฉพาะในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีนและอินเดียซึ่งแม้ว่าอุปสรรคการค้าในด้านภาษี (TariffBarrier) ทั่วโลกจะลดลงต่อเนื่อง แต่มีแรงสั่นสะเทือนอีกครั้งหลังเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาขณะเดียวกันอุปสรรคที่ไม่ใช่ด้านภาษี(Non-tariffBarrier) เช่น สิทธิบัตร ฯลฯยังคงอยู่ในระดับสูงและไม่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกที่ถือว่ามีอุปสรรคNon-tariff Barrierมากที่สุดอีกทั้งการดำเนินนโยบายพึ่งพาตนเองทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนจะส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อแนวโน้มการค้าการลงทุนของโลกด้วย ดังนั้น แนวทางการพิจารณาสร้างความสัมพันธ์ผ่านข้อตกลงร่วมทางการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นหนทางหนึ่งที่อาจช่วยลดทอนอุปสรรคทางการค้าลงได้

2.2) แนวนโยบายร่วมกันลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีผลให้ภาคธุรกิจและภาครัฐประเทศต่างๆแสวงหาเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสนับสนุนพลังงานสะอาด พร้อมออกนโยบายสนับสนุนวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายควบคุมอุณภูมิโลกร่วมกันแนวทางการดำเนินนโยบายระดับโลกที่เปลี่ยนไปเช่นนี้หากธุรกิจและนโยบายประเทศใดปรับตัวสอดรับไม่ทัน อาจต้องเผชิญการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนได้ ดังนั้น การเร่งปรับตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมและพลังงานที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ความท้าทายด้านที่สามจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทั้งการทำงานจากที่บ้าน(Work Form Home)การซื้อสินค้าและบริการ และการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นโดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ส่งผลให้คนไทยและผู้คนทั่วโลกทยอยปรับตัวทำกิจกรรมบางส่วนในชีวิตประจำวันบนโลกออนไลน์กันตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19เช่น การส่งเอกสาร และซื้อสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตฯลฯแต่การเกิดวิกฤตโควิด-19ถือเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์การทำงานและประชุมผ่านระบบออนไลน์จากบ้านมากขึ้น อีกทั้งยังขยายฐานจำนวนผู้คนที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาซื้อสินค้าและบริการบนระบบออนไลน์ได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนอกจากนี้ การมาถึงของชุมชนโลกเสมือนจริง (Metaverse) จะยิ่งเร่งพฤติกรรมทางเศรษฐกิจบนโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญและเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่นับจากนี้เป็นต้นไป

ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นโอกาสดีที่เร่งให้ภาคธุรกิจต้องเสริมแพลตฟอร์มออนไลน์และปรับปรุงระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem)ขององค์กรให้เชื่อมโยงกันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและยังต้องสนับสนุนการทำงานของพนักงานจากบ้านได้อีกด้วย ซึ่งจะสามารถเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ลดต้นทุนการบริหารบุคลากรในองค์กรลงได้และทำให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นสำหรับภาครัฐจะได้รับประโยชน์จากการมีทรัพยากรข้อมูลบนระบบออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการวางนโยบายบริหารประเทศได้ถูกต้องและตรงตามเป้าหมายมากขึ้นด้วย

ความท้าทายทั้ง 3 ด้านที่กล่าวมาข้างต้นนี้แม้ไม่สามารถทราบล่วงหน้าว่าจะส่งผลลัพธ์สุดท้ายต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในอนาคตอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจไทยควรร่วมมือกันปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยหาทางรับมือกับความผันผวนทางต้นทุนเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเร่งปรับตัวต่อแนวนโยบายระดับโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างโอกาสเพื่อรองรับพฤติกรรมเศรษฐกิจบนโลกออนไลน์ที่มีมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยนับแต่นี้เป็นต้นไป

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม

ผู้สื่อข่าวอาวุโส : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม

Cr.ทันหุ้นธุรกิจ