ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้น 3 เดือนต่อเนื่อง วอนรัฐเร่งฉีดวัคซีน

7 ธ.ค. 64 12:06 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

   ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ย. 64 อยู่ที่ 85.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 82.1 ในเดือนต.ค. 64 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน หลังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์โควิดในประเทศที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง และ การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้าอย่างชัดเจน

  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายน 64 อยู่ที่ระดับ 85.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 82.1  ในเดือนตุลาคม 64 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์โควิดในประเทศที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง

  ในขณะที่การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ส่งผลให้ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการปรับลดพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด ยกเลิกมาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิวส์) ตลอดจนอนุญาตให้สถานที่ หรือ กิจการบางประเภทสามารถเปิดดำเนินการได้ อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สถานเสริมความงาม สถานที่ออกกำลังกาย เป็นต้น

  นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้กำหนดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ พังงา และ ภูเก็ต เพื่อรองรับการเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 64 จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

  สำหรับอุปสงค์ในประเทศทยอยฟื้นตัวสะท้อนดัชนีฯ คำสั่งซื้อ และ ยอดขายสินค้าอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกล กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและเครื่องใช้ในบ้าน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา เป็นต้น

  ด้านการส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ จีน อาเซียน และ อินเดีย ภายหลังสถานการณ์โควิดในหลายประเทศเริ่มมีทิศทางดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาราคาพลังงาน และ ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต และ การขนส่ง ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และ อัตราค่าระวางเรือสูง ขณะที่ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต และ การก่อสร้างยังเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง

  ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,381 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายน 64 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ  40.6% ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมัน 65.4% , เศรษฐกิจในประเทศ 59.5% , สถานการณ์ระบาดของโควิด 58.0% , สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 50.2% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 43.0% และ สภาวะเศรษฐกิจโลก 45.1% ตามลำดับ

  สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 97.3 จากระดับ 95.0 ในเดือนตุลาคม 64 โดยผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางดีขึ้นภายหลังจากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดอย่างต่อเนื่อง และ การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 64 ที่ผ่านมา

  ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป นอกจากนี้ ภาคการส่งออกยังคงมีแนวโน้มขยายตัวตามความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับการกลับมาระบาดของโควิดระลอกใหม่ จึงขอให้ภาครัฐเตรียมมาตรการรองรับหากมีการระบาดรอบใหม่ตลอดจนออกมาตรการตรวจสอบคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

  ทางด้านข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประกอบด้วย เร่งฉีดวัคซีนเข็ม 2 ให้เร็วที่สุด รวมถึงการฉีดเข็ม 3 (Booster) ที่มีความสามารถในการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ตลอดจนเข้มงวดมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดระลอกใหม่ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบถึงแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่

  เร่งจัดหาและนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

  ขอให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือ และ บรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ พยุงราคาพลังงาน , ตรึงราคาค่าไฟฟ้า (FT) ลดค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า,น้ำประปา)

  เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ และ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้มาตรการควบคุมโรคในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

  สนับสนุนสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และ เอกชนมากขึ้น

เรียบเรียง  กรณัช พลอยสวาท 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai