พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อทั่วไป ต.ค.64 พุ่ง 2.38% หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูง

5 พ.ย. 64 16:48 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อทั่วไปต.ค.64 อยู่ที่ 2.38% หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานต.ค. อยู่ที่ 0.21% พร้อมคงกรอบเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 0.8-1.2%

  นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงานแถลงข่าว “สถานการณ์ราคาสินค้าและบริการ เดือนต.ค. 64(เงินเฟ้อ) ” ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ เงินเฟ้อทั่วไป เดือนตุลาคม 64 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้นร้อยละ 2.38 (YoY) จาก 1.68% ในเดือนก่อนหน้า เป็นการสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ตามราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก ประกอบกับ สินค้าในกลุ่มอาหารสดบางชนิด โดยเฉพาะผักสดได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ และ ไข่ไก่ราคายังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง

  นอกจากนี้ อาหารบริโภคในบ้าน-นอกบ้าน และเครื่องประกอบอาหาร ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดอื่น ๆ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร ไก่สด และผลไม้สด สำหรับสินค้าอื่น ๆ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางที่ปกติ สอดคล้องกับความต้องการและ ปริมาณผลผลิต ยกเว้น สินค้ากลุ่มอาหารสดราคาค่อนข้างผันผวนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

  อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนนี้ ปัจจัยสำคัญนอกจากสินค้าในกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์โลกแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และ การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีกำลังซื้อ และ การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับ เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น

  ด้านอุปสงค์สะท้อนได้จากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า และ มูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น 10.0% และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 43.4 จากระดับ 42.1 ในเดือนก่อนหน้า แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในระดับความเชื่อมั่น แต่มีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นในทุกภาคและทุกอาชีพ สำหรับด้านอุปทานสะท้อนได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน สอดคล้องกับดัชนีราคาผู้ผลิตที่สูงขึ้น 6.9%

  อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่ราคาปรับลดลง และ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ได้ส่งผลให้รายได้เกษตรกรปรับตัวลดลงในรอบ 15 เดือน ซึ่งอาจจะกระทบอุปสงค์ภายในประเทศ และ เงินเฟ้อของไทยได้ในระยะต่อไป เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลอย่างใกล้ชิด

  ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน (เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว) สูงขึ้น 0.21% (YoY) จาก 0.19% ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ และ สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สำหรับเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2564 สูงขึ้น 0.74% (MoM) และ เฉลี่ย 10 เดือน (ม.ค.- ต.ค.) ปี 2564 สูงขึ้น 0.99% (AoA)

  ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไป เดือนพ.ย. 64 มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ในหลายพื้นที่จากการกระจายวัคซีน และ การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินการได้มากขึ้น ประกอบกับ มาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 64 จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ

  น้ำมันเชื้อเพลิง ราคายังมีทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และบริการ รวมถึงการขนส่ง และ อุทกภัยในหลายพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดน้อยลง และ ส่งผลต่อระดับราคาต่อไป

  สำหรับสินค้าในหมวดอื่น ๆ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางปกติตามปริมาณผลผลิตและความต้องการ อย่างไรก็ตาม สินค้าในหมวดอาหารสดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะข้าว เนื้อสุกร ไก่สด และ ผลไม้สด ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวแปรสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง และ ส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

  ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า เงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 64 จะอยู่ระหว่าง 0.8% – 1.2% (ค่ากลางอยู่ที่ 1.0%) ซึ่งเป็นอัตราที่น่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างเหมาะสม และ ต่อเนื่อง หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง

  “เงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากราคาน้ำมัน น้ำท่วม และ มีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ถ้า พ.ย. และ ธ.ค. มาตรรัฐจะหมดพอดี ประกอบกับ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมา 2-3 เดือน รัฐน่าจะมีมารตราการช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง ทำให้เงินเฟ้อไม่น่าจะก้าวกระโดด แต่ตอนนี้สิ่งที่เป็นห่วง คือ สินค้าที่นำเข้า เพราะต้นทุนขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้นสูงมาก สินค้าเหล็กก็สูง มีผลต่ออุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น อาหารกระป๋อง เวลานี้ยังไม่เห็นว่าจะลดลง”นายรณรงค์ กล่าว

รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     สุรเมธี มณีสุโข 

Cr.efinancethai