FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นฯ3เดือนข้างหน้าร้อนแรง มองปี65 ฟันด์โฟลว์แสนลบ.

4 พ.ย. 64 13:22 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

      FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่น นลท.3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงมาก คาดหาก GDP ปีหน้าโตเกิน 4% ช่วยหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้าทะลุ 1 แสนลบ. มองปีหน้าฝ่ายค้านเริ่มหาเสียง-ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นศก.เพิ่ม ด้านThaiBMA คาดปีนี้เอกชนทุบสถิติเร่งออกหุ้นกู้มากสุดกว่า 1.1 ล้านลบ. หลังต้นทุนต่ำลง

       นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยในงานแถลงข่าว FETCO ประจำเดือนพ.ย.64 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 168.69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เริ่มทำการจัดทำดัชนี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.2% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”

      โดยนักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือแผนการฉีดวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุดได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่หลังเปิดประเทศ รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่วนหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) ด้านหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดประกันภัยและประกันชีวิต (INSUR)

       สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังคงมองเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,650 จุด โดยในช่วงระยะ 2-3 เดือนนี้เริ่มมีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติหรือฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาในประเทศแล้วประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดือนล่าสุดเข้ามามากถึงระดับ 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 65 ยังคงมองเป้าหมายดัชนีฯ ที่ 1,800 จุด ซึ่งจะมีปัจจัยเปิดประเทศและการท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

       และหากภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) มีมากกว่า 4% จะมีโอกาสเห็นภาพรวมฟันด์โฟลว์ปี 65 ไหลเข้ามาในระดับ 1 แสนล้านบาทได้ อย่างไรก็ตามขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมตลาดต่างประเทศที่ไม่แย่กว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทั้งภาวะราคาน้ำมัน , ซัพพลายเชนต่างๆ , การขนส่ง กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงปัจจัยในประเทศหากสามารถบริหารการเปิดเมืองได้ดี

       “อย่างน้อยๆ หากฟันด์โฟลว์เริ่มเข้ามาคร่าวๆ เดือนละ 1.5 หมื่นล้านบาทบวกลบ ระดับแสนล้านบาทเราคงได้เห็นในปี 65 ซึ่งเราจะต้องเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นดีกว่าตลาดคาด ทั้งภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด โดยหากปีหน้าเราสามารถทำเศรษฐกิจให้โตกว่า 4% ขึ้นไป ผมเชื่อว่าเงินต่างชาติจะไหลเข้ามาได้ และต้องขึ้นกับปัจจัยต่างประเทศด้วยว่าสภาพแวดล้อมไม่แย่ลง และไทยเองต้องบริหารเปิดประเทศได้ดี เพราะเราเป็นตลาดที่ Underperform โดยระดับก่อนโควิดเราขึ้นมาแค่ 3% แต่หลายๆ ตลาดขึ้นไปแล้ว 40%” นายไพบูลย์กล่าว

       ส่วนทิศทางการเมืองในปี 65 คาดว่าจะอยู่ในช่วงการหาเสียงของฝ่ายค้าน ส่วนภาครัฐบาลคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อหวังการกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง หลังจากภาครัฐฯ ได้ปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะขึ้นเป็น 70%จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะออกพ.ร.ก.เงินกู้เพิ่มอีก เพื่อสร้างแรงกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาว

       ด้านนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) เปิดเผยว่า การคาดการณ์ของตลาดยังคงมุมมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ในการประชุมเดือนพ.ย.นี้ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 และ 10 ปี ณ สิ้นไตรมาส 4/64 มีแนวโน้มว่าอัตราผลตอบแทนอาจปรับตัวสูงขึ้น จากธนาคารกลางสหรัฐจะลดมาตรการเชิงปริมาณ(QE)ในปีนี้ และยังได้รับแรงกดดันจากการออกพันธบัตรรัฐบาลที่มากขึ้นจากกระทรวงการคลัง

       นอกจากนี้คาดว่าปี 64 ภาคเอกชนจะทุบสถิติการออกตราสารหนี้(หุ้นกู้) มากสุดเป็นประวัติการณ์ จากสูงสุดเดิมในปี 62 ที่ระดับ 1.1 ล้านล้านบาท เนื่องจากมองว่ามาจากภาคเอกชนได้รับประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ หลังจาก Credit Spread ต่ำลง รวมถึงมีปัจจัยสนับสนุนหลายได้ ทั้งเรื่องบรรยากกาศการเปิดประเทศ แม้ว่าภาพรวมการขยายการลงทุนของภาคเอกชนจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม 

เรียบเรียง  ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai