KTB คาดเปิดเมือง หนุนจีดีพีปี 65 โต 3.9% จากปีนี้คาดโต 0.5%

14 ต.ค. 64 12:04 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  KTB คาดเปิดเมือง หนุนจีดีพีปีหน้าโต 3.9% จากปีนี้คาดโต 0.5% เผยรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ กระตุ้นมูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท มองมูลค่าลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ หนุนจีดีพีโตได้ 0.1-0.2%

  นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยในงาน “โอกาสของธุรกิจอสังหาฯ ในทำเล เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ จากการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้” ว่า จากการที่ประเทศไทยจะมีการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 1 พ.ย. นี้ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินไว้ว่า หากดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โอกาสที่หลายธุรกิจจะกลับมาในระยะถัดไปก็จะเร็วขึ้นเท่านั้น แต่เชื่อว่าในช่วง 1-2 เดือนแรกที่เปิดเมืองมีขั้นตอน และ มีกระบวนการต่าง ๆ เกิดขึ้น ทำให้ปลายปีนี้คาดจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศประมาณ 2-3 แสนคน ในขณะที่ปีหน้าคาด 5 แสนคน

  “เรามองข้ามไปปีหน้ามากกว่า ปีนี้ในช่วง 1-2 เดือนแรกที่เปิดอาจวุ่นวาย และ นักท่องเที่ยวอาจยังไม่กลับมามากตามที่คาด แต่ปีหน้าเรามองไว้ 5 แสนคนไว้ก่อน แต่เราต้องติดตามสถานการณ์อื่น ๆ ประกอบด้วย ซึ่งถ้าทุกอย่างดีขึ้น ก็มีโอกาสสูงที่จะปรับตัวเลขจีดีพีปีหน้า จากที่เราคาดไว้ 3.9% ส่วนปีนี้ 0.5% ทั้งที่จริงหลายปัจจัยเอื้อให้จีดีพีปีหน้าโตได้ถึง 6% ซึ่งอิงจากต่างประเทศที่โตได้ 6% ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ หรือ อังกฤษ บนพื้นฐานการฉีดวัคซีนทั่วถึง และ มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”นายพชรพจน์ กล่าว

  สำหรับการลงทุนในโครงการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.1 แสนล้านบาทของภาครัฐ นอกจากจะเป็นการขยายโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าบริเวณกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาก่อสร้างราว 5 ปี ซึ่งส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งงานระบบรถไฟฟ้า นอกจากนี้ การลงทุนในโครงการรถไฟฟ้ายังก่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา (Crowding-in effect) โดยเฉพาะในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย

  “ในอดีต การก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้งสายสีเขียวตอนเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) สายสีชมพู (มีนบุรี-แคราย) และ สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ที่ภาครัฐใช้เม็ดเงินลงทุนเองกว่า 115,000 ล้านบาท ได้ส่งผลให้ภาคเอกชนลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 81,500 ล้านบาท คิดเป็น Multiplier Effects อย่างน้อย 0.7 เท่า ส่วนในอนาคต เมื่อการแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลาย คาดว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้จะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในเตาปูน-ราษฎร์บูรณะมีมูลค่าการพัฒนาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับที่ผ่านมา”นายพชรพจน์ กล่าว

  ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) มี 3 จุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การมีเส้นทางที่พาดผ่านทั้งสถานที่ทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และโซนที่อยู่อาศัย ตลอดจนสามารถเชื่อมต่อไปย่านธุรกิจ และ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ จะช่วยส่งเสริมให้การเดินทางของคนในพื้นที่มากขึ้น

  การมีสถานีที่เป็นจุดตัดกับโครงข่ายรถไฟฟ้าอื่น ๆ อีกหลายเส้นทาง เช่น จุดตัดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีวงเวียนใหญ่ ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่ย่านคลองสาน ประชาอุทิศ-พุทธบูชา เดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจ เช่น สาทร สีลม สุขุมวิท ได้สะดวกขึ้น ทำให้เหมาะสำหรับการต่อยอดสู่ Hub ในการเดินทางและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้หลายรูปแบบ

  นอกจากนี้ การมีอาคารจอดแล้วจรที่สามารถรองรับจำนวนรถยนต์ได้มากถึงราว 7,900 คัน ซึ่งมากกว่าเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ รวมถึงสถานที่ตั้งของอาคารจอดแล้วจรที่กระจายอยู่ทั้งตอนเหนือและใต้ของเส้นทาง

  “การมีเส้นทางรถไฟฟ้าที่พาดผ่านสถานที่สำคัญ อีกทั้ง ยังมีจุดตัด (Interchange) ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายรถไฟฟ้าในเส้นทางอื่น ๆ รวมถึงการมีอาคารจอดแล้วจรที่มีความจุ และ มีสถานที่ตั้งที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในภาพรวมให้สูงขึ้น และ ส่งผลบวกต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณรอบ ๆ อีกด้วย” ดร.สุปรีย์ กล่าว

  นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ กล่าวเสริมว่า การมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญให้ยอดขายที่อยู่อาศัยในพื้นที่เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มีแนวโน้มสูงขึ้น 25% จากปีละ 7,700 ยูนิต ในช่วงปี 2018-2020 มาอยู่ที่ 9,600 ยูนิต เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลายลง โดยการพัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเลบางซื่อ และ คลองสาน รวมถึงทาวน์เฮ้าส์ในทำเลประชาอุทิศ-พุทธบูชาที่ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิต และ 3-5 ล้านบาทต่อยูนิต มีโอกาสที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด

  เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่มากที่สุดแล้ว ราคาที่ดิน ณ ปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาโครงการ โดยที่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 30-40% ได้ตามปกติ นอกจากนี้ หากพิจารณาในระยะถัดไปคาดว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ก็มีโอกาสเพิ่มจำนวนสาขาขึ้นอีก 2-3 เท่า จากปัจจุบันที่ 4-5 สาขาต่อประชากร 10,000 คน เพื่อรองรับการอยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

  “มูลค่าการลงทุนโครงการดังกล่าวประมาณ 1.1-1.2 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้ประมาณ 0.1-0.2% แต่จะเฉลี่ยตามการลงทุน และ การก่อสร้าง เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่จึงต้องทยอยการลงทุน”นายกณิศ กล่าว

รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จำเนียร พรทวีทรัพย์ 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai