สิงคโปร์เปิดพรมแดนรับผู้เดินทางไม่ต้องกักตัว

09/10/2564 15:22 สำนักข่าวไทย

สิงคโปร์ 9 ต.ค. – สิงคโปร์กำลังจะเปิดพรมแดนรับผู้เดินทางจากต่างประเทศเพิ่มประเทศมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องกักตัวเพื่อดูอาการ ในขณะที่สิงคโปร์กำลังพยายามจะกลับมาเสริมสร้างสถานะประเทศที่เป็นศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศอีกครั้วและเตรียมปรับตัวเพื่อไปสู่ “นิวนอร์มอล” หรือ ความปกติใหม่ในการอยู่ร่วมกันกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศวันนี้วา ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ผู้เดินทางที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว จาก 8 ประเทศ รวมถึง อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปนและสหรัฐ จะสามารถเข้าประเทศสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องกักตัวเพื่อดูอาการหากว่า ผลการตรวจหาเชื้อเชื้อโควิด-19 ออกมาเป็นลบ การประกาศเช่นนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ในการกลับมาติดต่อกับนานาประเทศอีกครั้ง สิงคโปร์ หนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางและการเงินของโลก เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ในเอเชียของบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ หลายพันบริษัททั่วโลก และผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้กพึ่งพาความสะดวกในการติดต่อและเดินทางของสิงคโปร์

สิงคโปร์ ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปได้แล้วร้อยละ 83 ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมาก ๆ ประเทศหนึ่งในโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ สิงคโปร์ประกาศนำข้อจำกัดเพื่อคุมโควิด-19 กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อซื้อเวลาในการเตรียมตัวใช้ชีวิตอยู่กับโควิด แต่มาตรการดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจ ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ในหมู่ประชาชน

นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์

นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง กล่าวว่า สิงคโปร์จะไปถึงจุดที่เป็นนิวนอร์มอลและสามารถผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ได้เมื่อยอดผู้ติดเชื้อมีความเสถียร แม้ว่าตัวเลขจะอยู่ที่ระดับวันละหลายร้อยคนก็ตาม นายลี กล่าวปราศรัยที่เผยแพร่ไปทั่วประเทศว่า อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน หรือ บางทีอาจจะถึง 6 เดือนในการบรรลุเป้าหมายนิวนอร์มอล ที่ว่านี้ นายลีกล่าวด้วยว่า หลังจากยอดผู้ติดเชื้อมีความเสถียรแล้ว อาจจะยังเห็นมีผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเชื้อกลายพันธุ์ตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีก ซึ่งสิงคโปร์อาจจะต้องแตะเบรคอีกครั้ง หากยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงมาเกินไป ทั้งนี้ เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ สิงคโปร์ประกาศมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุทธศาสตร์ในการใช้ชีวิตอยู่กับไวรัส เช่น อนุญาตให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่พักฟื้นที่บ้าน.

Cr. สำนักข่าวไทย