ADB หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 0.8% ด้านปี 65 คาดโต 3.9% เซ่นพิษโควิด

22 ก.ย. 64 13:24 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

 ADB ปรับลดประมาณการจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 0.8% จากเดิมคาดโต 3% ขณะที่ปี 65 คาดโต 3.9% เซ่นพิษโควิด-19 ระบาดครั้งใหญ่ กระทบการฟื้นตัว พร้อมระบุโควิดทำประชากร 75-80 ล้านคนประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียสู่ความยากจนขั้นรุนแรง

  นายโจเซฟ ซเวกลิช จูเนียร์ รักษาการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยว่า ADB ได้ออกรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 64 ฉบับล่าสุด โดยปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 64 เหลือโต 0.8% จากเดิมคาด 3% และปรับลดคาดการณ์ปี 65 จากเดิม 4.5% เหลือ 3.9% เนื่องจากการระบาดโควิด-19 ครั้งใหญ่ส่งผลกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเดินหน้าไม่ได้เต็มที่

  อย่างไรก็ตาม แม้การเติบโตของการส่งออกสินค้าจะเอื้ออำนวย และช่วยลดผลกระทบทางลบจากโควิด-19 ต่อการเติบโตได้บ้าง แต่การระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความล่าช้าของแผนวัคซีนของประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

  ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ADB คาดว่าจะขยายตัว 7.1% ในปี 64 ซึ่งเป็นการปรับลดจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 7.3% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนปี 65 คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5.4% จาก 5.3% โดยโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ การแพร่ระบาดภายในประเทศระลอกใหม่ การกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมที่หลากหลายและการล็อกดาวน์ในระดับต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าและไม่สม่ำเสมอนั้น กำลังทำให้โอกาสการฟื้นตัวของภูมิภาคนี้ลดน้อยลง

  ”ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ยังเสี่ยงต่อการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 เนื่องจากสายพันธุ์ใหม่ก่อให้เกิดการระบาดไปในวงกว้างจนนำไปสู่ข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในบางประเทศ ขณะที่มาตรการเชิงนโยบายไม่ควรเน้นที่การกักกันตัวและการฉีดวัคซีนเท่านั้น แต่ควรเน้นการช่วยเหลือบริษัทและครัวเรือนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับทิศทางของภาคเศรษฐกิจให้เข้ากับความปกติใหม่ เมื่อการระบาดใหญ่ลดน้อยลงและการฟื้นตัวเริ่มต้นขึ้น”นายโจเซฟ กล่าว

  นายโจเซฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีประชากรที่ยากจนในพื้นที่ชนบทของภูมิภาคเอเชียมีถึง 76% ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและรายได้จึงเป็นสิ่งสำคัญใช้ในการต่อสู้กับความยากจน และให้รัฐบาลแต่ละประเทศสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ประชากร 75-80 ล้านคนของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเข้าสู่ความยากจนขั้นรุนแรง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารมากขึ้นในปีนี้ ความหิวโหยทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 ตามการประเมินของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา และจากจำนวนประชากร 291 ล้านคนที่ได้รับความทุกข์ยากจากความไม่มั่นคงด้านอาหารทั่วโลกนั้น 72% อยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในบังคลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และปากีสถาน

  นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงที่การเกษตรของภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญ การเพิ่มขึ้นของสภาพอากาศที่รุนแรงกำลังคุกคามการผลิตพืชผลและความยั่งยืนโดยรวม ซึ่งตั้งแต่ปี 51-61 ภูมิภาคเอเชียได้สูญเสียพืชผลการเกษตรและปศุสัตว์มูลค่าสูงถึง 207 พันล้านดอลลาร์ จากภัยพิบัติต่างๆ หรือคิดเป็น 74% ของยอดรวมทั่วโลก ตามข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ และเพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลสามารถวางนโยบายและแผนต่างๆ เพื่อส่งเสริมแนวทางแก้ไขในหลายๆ ด้านได้ เช่น จัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับสภาพอากาศที่สุดขั้ว วางโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและวิธีปฏิบัติด้านการผลิตที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ และจัดให้มีการประกันภัยพืชผลในราคาที่เอื้อมถึง

  ความท้าทายอื่นๆ นั้น ยังรวมถึงผลกระทบจากการขยายเมืองอย่างรวดเร็วต่อการเพิ่มผลผลิตของแรงงานในฟาร์ม การเปลี่ยนแปลงความต้องการด้านอาหาร เช่น ความต้องการเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย โดยเฉพาะในแง่ของการจัดการน้ำและการชลประทาน รวมถึงมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลที่เก่าและไม่ทันเหตุการณ์ เป็นต้น

  นายโจเซฟ กล่าวว่า นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลควรเปลี่ยนไปจากการสนับสนุนการผลิตแบบเดิมๆ และควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม และการพัฒนาที่มุ่งเน้นตลาดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องปกป้องสิทธิของคนงานในฟาร์ม รวมทั้งแรงงานข้ามชาติและสตรีด้วยเช่นกัน เพื่อให้แน่ใจได้ว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai