ล็อคดาวน์ส.ค.หนักกว่าเม.ย. 63 ธุรกิจค้าปลีกกังวลกำลังซื้ออ่อนแอกดดัน

1 ก.ย. 2564 • 14:38 การเงินธนาคาร

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจเรื่องผลกระทบจากไวรัส COVID-19 ต่อภาคธุรกิจไทย (BSI COVID) และ ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) เดือนสิงหาคม 2564 

โดยผลสำรวจเรื่องผลกระทบจากไวรัส COVID-19 ต่อภาคธุรกิจไทย (BSI COVID) เดือนสิงหาคม 2564 ระดับการฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงเดือนก่อน แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดบางส่วน แต่กำลังซื้อที่อ่อนแอยังคงกดดันการฟื้นตัวในหลายธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจส่วนใหญ่มีการใช้นโยบายสลับกันมาทำงาน ลดชั่วโมงทำงาน และให้ใช้วันลาเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคที่มิใช่การผลิตที่มีระดับการใช้นโยบายข้างต้นกลับมาใกล้เคียงกับช่วงที่มีการล็อกดาวน์ทั้งประเทศในเดือน เม.ย. 63

ขณะที่สภาพคล่องสำรองของภาคธุรกิจลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคที่มิใช่การผลิต อาทิ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร และธุรกิจก่อสร้าง สะท้อนจากสัดส่วนของธุรกิจที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า 3 เดือนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นด้านรายได้ของธุรกิจส่วนใหญ่ปรับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศครั้งแรกในเดือน เม.ย. 63 โดยธุรกิจกว่าครึ่งเลือกที่จะปรับตัวโดยการลดต้นทุนและชะลอการลงทุนเป็นสำคัญ หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยืดเยื้อ

ในส่วนของผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer Sentiment Index: RSI) เดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งจัดทำร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย พบว่า ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกปรับดีขึ้นเล็กน้อยทั้งภาวะปัจจุบันและอีก 3 เดือนข้างหน้า หลังรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขของร้านอาหารให้สามารถใช้ครัวในการประกอบอาหารแบบ delivery ได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นฯ อยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงเดือนเมษายน 2563 ที่ประกาศ Lockdown ครั้งแรก 

อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการประเมินว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนบ้าง โดยการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมฯ ที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อและรายได้ภาคครัวเรือน

“เมื่อเทียบการล็อคดาวน์ครั้งล่าสุดกับเดือนเม.ย. 63 พบว่า 78% ของผู้ประกอบการค้าปลีกมีความเชื่อมั่นด้านรายได้ลดลงจากการแพร่ระบาดที่รุนแรง ทั้งนี้ 62 % มียอดขายออนไลน์ไม่เกิน 10 % ของยอดขายทุกช่องทาง และ 44 % มีสภาพคล่องไม่เกิน 6 เดือนปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนที่สูงถึง 53 % 

โดยแนวทางปรับตัวของธุรกิจ หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยืดเยื้อกว่าคาด พบว่า 83 % ลดค่าใช้จ่าย  72% ชะลอการลงทุน 65% ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน ส่วนอีก 65% หารายได้ช่องทางอื่น และ 41 % ปิดกิจการหรือปิดสาขาชั่วคราว (ในนี้มี 4 %ที่ปิดถาวร) ส่วน 13% ทำธุรกิจอื่น

Cr. การเงินธนาคาร