ผู้ว่าธปท. มั่นใจศก.ไทยปีนี้โต 0.7%-ชี้ติดลบ 2 ปีติดต่อกันเป็นไปได้ยาก

16 ส.ค. 64 15:31 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ผู้ว่า ธปท. มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 0.7% เชื่อติดลบ 2 ปีติดต่อกันโอกาสน้อย เหตุส่งออก-ศก.โลกฟื้น พร้อมหนุนรัฐกู้เพิ่ม 1 ล้านล้านบาท หวังดันศก.กลับมาโตเร็วขึ้น ขณะยอมรับโควิดทำรายได้ครัวเรือน 3 ปี สูญ 2.6 ล้านลบ. จากพิษโควิด ไม่หวั่นหนี้สาธารณะพุ่ง 70% ต่อจีดีพีในปี 67 เชื่อลดลงได้ แนะรัฐเก็บ VAT ขยายฐานภาษีเพิ่มเติมรายได้ 

  นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในโอกาส Meet the Press ในวันนี้ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ คาดโต 0.7-1.2% นั้น ใกล้เคียงกับที่ธปท.ประเมินไว้ และยืนยันว่ายังไม่ปรับมุมมอง เนื่องจากการประมาณการดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากล็อกดาวน์ที่จะลากยาวเกินเดือนส.ค.ไว้แล้ว และยังมองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบ 2 ปีติดต่อกันมีน้อย

  ”ตอนนี้ยังคงมุมมองจีดีพีปีนี้ที่ 0.7% เพราะเผื่อสำหรับดาวน์ไซต์แล้ว เดิมคิดว่าสถานการณ์รอบนี้ การล็อกดาวน์คงไม่จบส.ค. อยู่แล้ว คิดว่าตัวเลขนี้ยังคงยืนได้ ส่วนกรณีที่จะทำให้ธปท.ปรับมุมมองลง คือ อาจจะมีล็อกดาวน์ถึงไตรมาส 4/64 เพราะแต่ละเดือนที่ล็อกดาวน์มันมีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.3-0.4% แต่เศรษฐกิจจะติดลบสองปีติดต่อกันไหมโอกาสมีน้อย เพราะยังมีในแง่ของการส่งออกที่ยังไปได้ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไปได้ดี มีการบริโภคในประเทศ”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

  นายเศรษฐกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง ธุรกิจและประชาชนต้องปรับตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจน คือ รายได้ที่หายไป โดยที่ผ่านมา ธปท.พบ 4 อาการของเศรษฐกิจไทย คือ 1.โควิด-19 สร้างหลุมรายได้ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ โดยในช่วงปี 63-65 คาดว่า รายได้ครัวเรือนจะหายไปประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท

  2.การจ้างงานถูกกระทบรุนแรง โดยเฉพาะกิจการในภาคบริการและกิจการที่มีสายป่านสั่น โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้ว่างงาน/ผู้เสมือนว่างงาน มีอยู่ถึง 3 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านคนในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังพบผู้ว่างงานระยะยาวเกิน 1 ปี สูงถึง 1.7 แสนคน มีแรงงานย้ายถิ่นกลับภูมิลำเนา 1.6 ล้านคน

  3.การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆไม่เท่าเทียม ส่งผลให้ครัวเรือนยังเปราะบาง และ 4.ไทยถูกกระทบจากโควิดหนักกว่าและจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในเอเชีย และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลา 3 ปี จากช่วงเริ่มระบาดในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด

  อย่างไรก็ตาม ธปท. มองว่า การใช้จ่ายภาครัฐจะช่วยพยุงรายได้ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากหลุมรายได้ที่ลึกและกว้างขึ้น ซึ่งรายได้ที่คาดว่าจะหายไป 2.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปีนั้น มองว่า เม็ดเงินของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันคงไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่มแรงกระตุ้นทางการคลัง เพื่อช่วยให้รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนและเอสเอ็มอีกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด และลดแผนเป็นทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังโควิด

  สำหรับในเบื้องต้น เม็ดเงินจากภาครัฐที่ควรเติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 7% ของจีดีพี ซึ่งจะเป็นการกู้เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่กู้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 500,000 ล้านบาท โดยมองว่าการกู้เงินเพิ่มเติมของภาครัฐจะช่วยให้จีดีพีกลับมาโตใกล้ศักยภาพเร็วขึ้น และจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะยาวปรับลดลงได้เร็วกว่ากรณีที่รัฐบาลไม่ได้กู้เพิ่มเติม

  ทั้งนี้ ในกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท แม้จะส่งผลให้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 70% ของจีดีพีในปี 67 แต่จะลดลงได้ค่อนข้างเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากฐานภาษีจะไม่ได้ลดลง เพราะการกู้ตอนนี้ เพื่อใส่เงินเข้าไปให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

  ”หากรัฐบาลไม่เร่งพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง สัดส่วนหนี้สาธารณะแม้จะเพิ่มขึ้นช้า แต่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงและปรับลดลงได้ไม่มากในระยะยาว ทำตอนนี้คิดว่าเหมาะสมและสมเหตุกับความเสี่ยง แต่หากไม่ทำความเสี่ยงอาจจะมีมากกว่า เพราะเศรษฐกิจจะชะลอไปอีก และกระทบกับภาพรวมในระยะยาวได้”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

  อย่างไรก็ตาม ในการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลจะต้องมีมาตรการรัดเข็มขัดในระยะปานกลาง เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีกลับลงมาในระยะข้างหน้า เช่น การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีผ่านการขยายฐานภาษี และการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ พร้อมทั้งปรับอัตราภาษีบางประเภทให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศหลังการแพร่ระบาดโควิด รวมถึงการควบคุมรายจ่ายประจำและเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุน

  นอกจากนี้ หากภาครัฐทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามศักยภาพได้เร็ว จะช่วยเร่งการเข้าสู่ความยั่งยืนทางการคลังได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากฐานภาษีและความสามารถในการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้น เช่น กรณษีเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว หากรัฐบาลเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1% จะทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะลดลงเพิ่มเติมได้อีก 0.33% ต่อจีดีพี

  นายเศรษฐพุฒิ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการด้านการคลัง ควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ มีตัวคูณ สูง เช่น มาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย เช่น มาตรการคนละครึ่ง มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ ที่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ค่อนข้างมาก เพราะเป็นการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ขณะที่มาตรการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจะมีความจำเป็นในระยะสั้นเท่านั้น และมีตัวคูณต่อเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ จึงควรใช้แบบตรงจุดให้ได้มากที่สุด

  ด้านการวางนโยบายการพยุงการจ้างงานและสร้างรายได้ ต้องทำให้ได้ในวงกว้างและต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมผลักดันมากขึ้น โดยเน้นการจ้างงาน สร้างแรงจูงใจให้เอกชนรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นอุปสงค์ เพื่อเพิ่มการบริโภคและการลงทุน ส่งเสริมการเพิ่มหรือปรับทักษะแรงงาน ขณะที่ภาครัฐไม่ควรสร้างเงื่อนไขมากจนเป็นข้อจำกัดในการช่วยเหลือ และมีกระบวนการสรางความโปร่งใสในการพิจารณาและดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

  นายเศรษฐพุฒิ กล่าวถึงข้อเสนอให้ปรับลดเพดานดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์การเงินต่างๆ นั้น จะต้องชั่งน้ำหนัก และพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลเสียและผลข้างเคียง โดยเฉพาะผลลบที่อาจเกิดต่อตัวลูกหนี้ ซึ่งอาจทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และจะส่งผลให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก และต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบแทน

เรียบเรียง  ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai