CIMBT คาดหากรัฐประกาศล็อกดาวน์ จะฉุดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 1%

8 กรกฎาคม 2564 | 12:40 efinancethai

  CIMBT คาดหากมีล็อกดาวน์ จะกดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 1% ลุ้น Q4/64 ศก.ไทยฟื้น หวังเกษตร-ท่องเที่ยว-ใช้จ่ายรัฐหนุน พร้อมคาดเงินบาท Q3/64 อ่อนค่าแตะ 32.50 บ./ดอลล์ หลังเฟดจ่อถอน QE

  นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา “ส่องธุรกิจฝ่าวิกฤติโควิดระลอกใหม่ ซึ่งจัดโดย IRPC เปิดเวทีเจาะลึกทางออกทางธุรกิจ ใน POLIMAXX WEBINER 2021” ว่า หากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศเหมือนในปีก่อน เชื่อว่าจะทำให้การบริโภคจะชะลอตัวอย่างชัดเจนและคาดว่าจะกดดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้โตต่ำกว่า 1% จากคาดการณ์เดิมที่โต 1.3% อย่างไรก็ตามคาดว่า GDP จะไม่ติดลบ เนื่องจากปีนี้ไทยมีการส่งออกที่เติบโตอย่างมากและการใช้จ่ายของภาครัฐที่เข้ามาหนุนการใช้จ่ายภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง

  สำหรับผลกระทบที่มีต่อธุรกิจนั้น แน่นอนว่ายังคงเป็นกลุ่มเดิมที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อน เช่น ร้านอาหาร,สินค้าค้าปลีก,ค้าส่ง, วัสดุก่อสร้าง และโรงแรม ซึ่งมองว่ากลุ่มนี้จะเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 65 ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบในปีนี้จะเป็นกลุ่มการส่งออกหรือเกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งออก อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่าปีนี้ส่งออกจะเติบโตได้มากกว่า 40% พร้อมกันนี้แนะเอกชนควรเร่งปรับตัวและบริหารสภาพคล่องเพื่อให้ธุรกิจไม่ปิดตัวลง พร้อมการทำการตลาดที่เพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากการขายออนไลน์หรือรูปแบบดิลิเวอรี่

  ส่วนทิศทางเศรษฐกิจหลังโควิด-19 มองเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนใน 4 ด้าน ประกอบด้วย

1.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค มองว่าถ้าหากมีการเร่งฉีดวัคซีน 4 แสนโดสต่อวัน ในไตรมาส 3/64 ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวได้เร็ว และส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป รวมไปถึงการผ่อนคลายมาตรการได้เร็วก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วย,

2.ภาคการเกษตร ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดการภัยแล้งในปีนี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้ยังสามารถประคองภาคการเกษตรได้ดีอยู่ ยังมีการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน แนะรัฐบาลสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำการเกษตร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อของภาคการเกษตรขยายตัวได้ดีขึ้น

  3.การกลับมาของนักท่องเที่ยว โดยยังเชื่อว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศราว 4-5 แสนคน และน่าจะเห็นชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/64 ซึ่งการเปิดเมืองภูเก็ต หรือภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในขณะนี้ มองว่าเป็นผลดีที่จะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ เพื่อขยายการเปิดเมืองไปยังเมืองอื่นๆ ต่อไป รวมถึงยังช่วยให้พื้นที่ที่อิงกับการท่องเที่ยวเป็นหลักมีรายได้กลับเข้ามา โดยเฉพาะร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ตั้งแต่ปีก่อน

  4.การใช้จ่ายภาครัฐ โดยผ่านการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อย่งต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ช่วยให้ผู้ที่ไม่มีรายได้ หรือผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำ รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ อย่างร้านอาหาร สามารถประคองตัวเองไปได้

  ”การระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่ลากยาว ประกอบกับการฉีดวัคซีนล่าช่าหรือวัคซีนยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่และมีผลต่อเนื่องให้การระบาดของโควิด-19 ในระลอกอื่นๆที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ขณะเดียวกันยังมีไวรัสกลายพันธุ์และปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่ผ่านมาสำนักวิจัยฯจึงได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 ลงจาก 1.9% เหลือ 1.3% และปี 65 ลงจาก 5.1% เหลือ 4.2%”นายอมรเทพ กล่าว

  นอกจากนี้สำนักวิจัยฯ ประเมินค่าเงินบาทในไตรมาส 3/64 จะอยู่ที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นและการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงการถอน QE ของสหรัฐฯในปีนี้ ขณะที่คาดค่าเงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาที่ระดับ 32.00 บาท/ดอลลาร์ในไตรมาส 4/64 จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกลับขึ้นมา หลังปัจจจุบันยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ จากรายได้ภาคบริการที่ฟื้นตัวขึ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะส่งผลต่อเงินทุนไหลเข้าประเทศ และทำให้เงินบาททีทิศทางแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีนี้

เรียบเรียง  ปริวัฒน์ หินพลอย 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

Cr.efinancethai