กกร.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.5-3% กังวลโควิดฉุดศก. 3 เดือน

21 เม.ย. 64 14:22 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  กกร.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.5-3% จากเดิม 1.5-3.5% หลังเกิดการระบาดโควิด-19 ระลอก 3 คาดกระทบเศรษฐกิจอย่างน้อย 3 เดือน พร้อมเพิ่มเป้าส่งออกปีนี้เป็นโต 4-6% จากเดิม 3-5% รับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว พร้อมแนะภาครัฐเร่งจัดหาวัคซีน พร้อมตั้งงคณะทำงานใน 4 ด้านสนับสนุนภาครัฐ

  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า กกร.ได้ปรับลดประมาณปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 64 เหลือกรอบ 1.5-3% จากเดิมที่คาดการณ์ที่ 1.5-3.5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมาก จากการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ช่วงเดือนเม.ย.นี้ ที่รวดเร็วและรุนแรง ซึ่งกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

  การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะกระทบแผนการท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย และทำให้การกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในช่วง 3 เดือนข้างหน้าทำได้ยากหรืออาจต้องชะลออกไป รวมทั้งกระทบอย่างมากต่อกำลังซื้อเพราะแรงงานในภาคบริการต้องหยุดหรือลดชั่วโมงการทำงาน

  ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องออกมาตรการเยียวยา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และการขยายระยะเวลามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานที่ยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค นอกจากนี้การฉีดวัคซีนจะเป็นปัจจัยเสริมสร้างความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและประชาชน และจะช่วยหนุนให้ภาคอุปสงค์ในประเทศกลับเข้ามาได้

  ”ตัวเลขจีดีพีขึ้นอยู่กับการอัดฉีดเม็ดเงินจากภาครัฐบาลในวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รวมถึงการฉีดวัคซีนที่ต้องเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้ชี้แจงไว้ หากการอัดฉีดเม็ดเงินและการฉีดวัคซีนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จีดีพีปีนี้อาจลดลงได้อีก 1-2% อย่างแน่นอน” นายสุพันธุ์กล่าว

  อย่างไรก็ตาม กกร.ได้ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวการส่งออกปี 64 เป็น 4-6% จากเดิมที่คาดขยายตัว 3-5% จากที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์รวมถึงการฉีดวัคซีนที่รวดเร็ว ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าโลกมีทิศทางฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ประเมินไว้

  ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัวดีขึ้น แม้หลายประเทศจะยังเผชิญวิกฤตโรคระบาด แต่เครื่องชี้ภาคการผลิตและอุปสงค์ต่างประเทศกลับสะท้อน Momentum ที่มีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ สอดคล้องกับรายงานขององค์การการค้าโลก (WTO) ณ เดือน มี.ค. ที่ประเมินว่า ปริมาณการค้าโลก (World Merchandise Trade) ในปี 2564 จะขยายตัวได้ถึง 8.0% เมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัว 7.2% อันจะเป็นผลดีต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าการประเมินครั้งก่อนด้วยเช่นกัน

  ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้ปรับเพิ่มเป็นอยู่ในกรอบ 1.-1.2% จากเดิมคาดที่ 0.8-1% เนื่องจากความต้องการพันธบัตรที่สูงขึ้น

  นายสุพันธุ์ยังกล่าวอีกว่า กกร. มีความเป็นห่วงเรื่องการกระจายวัคซีนที่ยังล่าช้าและแผนงานยังไม่ชัดเจน จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานใน 4 ด้านเพื่อช่วยเหลือภาครัฐบาล คาดว่าจะจัดการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

  โดยคณะทำงาน 4 ชุด ได้แก่ 1. คณะแก้ไขปัญหาการกระจายและฉีดวัคซีน โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในเรื่องโลจิสติกส์ การขนส่งและสถานที่ในการฉีด เช่น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรมปั๊มน้ำมัน เป็นต้น , 2. คณะสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ โดยประสานข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

  3. คณะสนับสนุนระบบอำนวยความสะดวกระบบงานต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการฉีด จนถึงการออกใบรับรอง และการจัดทำระบบ Vaccine Passport เพื่อใช้แสดงในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ และ 4. คณะจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ที่ผ่านมาได้รวบรวมความต้องการภาคเอกชนในการซื้อวัคซีนเพื่อเร่งการฉีดให้เร็วขึ้น โดยมีผู้ซื้อแสดงความจำนงมาแล้วกว่า 5 ล้านโดส และขอให้ อย. ผ่อนคลายระเบียบเพื่อให้มีการซื้อวัคซีนได้มากขึ้น

  นอกจากนี้ ส.อ.ท. และและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก..กำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปี 62 ที่ได้ขยายระยะเวลามา 1 ปีและจะครบกำหนดเดือน พ.ค.นี้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องรายละเอียดการบังคับใช้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปฎิบัติตามได้ และเสนอให้ท บทวนรายละเอียดและบทลงโทษเข้มงวดเกินไปให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

  ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลยอมรับในข้อเสนอภาคเอกชนที่จะเร่งจัดหาวัคซีนเพื่อฉีดให้กับพนักงาน-ลูกจ้างเอง เพื่อแบ่งเบาภาระงบประมาณภาครัฐ ส่วนค่าใช้จ่ายหรือจำนวนที่จะนำเข้า ยังต้องใช้เวลา เนื่องจากองค์กรภาครัฐ ต้องเจรจาหาแหล่งนำเข้า โดยภาคเอกชนจะต้องรวบรวมข้อมูลจำนวนที่ต้องการนำวัคซีนเข้ามาเพิ่มกันอีกครั้ง

  ด้านนายผยง ศรีวณิช ประธานร่วม กกร. เปิดเผยว่า มาตรการทางการเงินเพื่่อช่วยเหลือกลุ่มได้รับผลกระทบโควิด ยังคงดำเนินตามแผนงาน มีโครงการ พักทรัพย์พักหนี้และสินเชื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถเริ่มได้วันที่ 26 เม.ย.นี้ โดยภาคธนาคารทั้งหมดจะเปิดรับธุรกิจรายเล็กเพื่อเข้ามาตรารที่เหมาะสมแต่ละกลุ่มลูกหนี้

  นอกจากนี้ภาครัฐยังได้ให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันกลุ่มลูกหนี้ที่มีอยู่ เพื่อประคองผู้ประกอบการในช่วงนี้ให้ผ่านวิกฤต และฟื้นฟูหลังภาวะวิกฤตโควิด-19 ได้ ส่วนมาตรการช่วยเหลือสำหรับรายย่อยเพิ่มเติม ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับธนาคารพาณิชย์

รายงาน    ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

Cr. efinancethai