เจาะตลาด “ผลไม้ไทย”ใน “อินเดีย”

23 Mar 2021 13:38 น. ฐานเศรษฐกิจ

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย เขียนบทวิเคราะห์ เรื่องอุปสรรคการทำตลาดผลไม้และแปรรูปในอินเดีย พร้อมชี้ช่องผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดให้สำเร็จ

ศูนย์ภารตะศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมอินเดีย ม.มหิดล เชิญผมบรรยายงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “ชวนธุรกิจไทยไปตลาดอินเดีย” ในวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564 ร่วมกับท่านฑูตอินเดียประจำประเทศไทย (Mrs. Suchitra Durai) นายธราดล ทองเรือง อดีตฑูตพาณิชย์ไทยในอินเดีย และว่าที่ร้อยตรีเจตน์ มาหามะ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด เพื่อแชร์ประสบการณ์ศักยภาพของตลาดอินเดียสำหรับธุรกิจไทยและคนสนใจ

ในมุมมองของผมตลาดอินเดียมีขนาดใหญ่มาก (วัดจากประชากร) ใกล้เคียงกับตลาดจีน อินเดียมีประชากร 1,380,004,385 คน (2020) ในขณะที่ประเทศจีนมี 1,439,323,776 คน จีนมีประชากรมากกว่าอินเดีย 59 ล้านคน ที่สำคัญอินเดียมีแนวโน้มของกำลังแรงงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่จีนเริ่มมีสัดส่วนลดลง (อายุ 14-64 ปี) แต่จีนมีคนสูงวัยมากขึ้น

“รายได้คนจีนสูงกว่าอินเดีย 5 เท่า” (ปี 2019 คนจีนมีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่คนอินเดียมีรายได้ 4,800 บาทต่อเดือน) ค่าจ้างขั้นต่ำจีน 7 พันบาทต่อเดือน ขณะที่อินเดียค่าจ้างขั้นต่ำ 2 พันบาทต่อเดือน “ต้นทุนค่าจ้างอินเดียต่ำกว่า 4 เท่า” และยังต่ำกว่า สปป.ลาว และเวียดนาม (ILO. 2019)  อีกด้วย

ในปี 2021 ทุกสำนักเศรษฐกิจโลกคาดการณ์ว่า GDP อินเดียจะขยายตัวสูงสุดในโลก เช่น IMF ประเมินว่าอินเดียจะมีอัตราการขยายตัวสูงที่ 11% (ปีที่แล้ว -8.8%) ทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจอินเดียฟื้นตัวเป็นรูป “V Shape” ชัดเจน ส่วนจีนจะขยายตัวเพียง 8% เท่านั้น เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดียที่เน้นการใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล และปี 2021 ก็ขาดดุลสูงในรอบ ๆ หลายปีคือ 6.8% ต่อ GDP  (ตลอด 35 ปี โดยเฉลี่ยขาดดุลการคลัง 7.7% ตามการวิเคราะห์ของ Shankar Acharya, India’s fiscal deficits: A short history, March 17, 2017) โดยใส่เงินเข้าไปที่กิจกรรมเศรษฐกิจที่ไม่เข้มแข็งได้แก่ ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาชนบทและภาคเกษตร การใช้นโยบายการคลังขาดดุลของอินเดียที่ผ่านมามีสัดส่วนต่อ GDP สูงกว่าประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market)

หันมาดูตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับอินเดียบ้าง ประเทศไทยได้ดุลการค้าอินเดียมาโดยตลอด แต่ช่วง 3 ปีหลังไทยได้ดุลการค้าลดลงจาก 8 หมื่นล้านบาท (ปี 2561) หายไปครึ่งหนึ่งเหลือ  35,000 ล้านบาท (ปี 2563) สาเหตุมาจากสินค้าประเทศอื่นๆ เข้าไปแข่งขันกับสินค้าไทยมากขึ้น ร่วมทั้งอินเดียมีนโยบายทดแทนการนำเข้า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเดียหันมาใช้นโยบายทดแทนการนำเข้าตามแบบจีนและไต้หวันมากขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยระยะแรกมีนโยบายทดแทนการนำเข้าแล้วต่อมาเน้นการส่งออก

“สินค้าส่งออกไทยไปอินเดียร้อยละ 99 เป็นสินค้าอุตสาหกรรม” มีการส่งออกสินค้าเกษตรน้อยมากๆ (อินเดียเป็นประเทศเกษตรกรรม รัฐบาลปกป้องภาคเกษตรหนักมาก เกษตรกรก็รวมตัวเข้มแข็ง เห็นจากการประท้วงกฎหมายปฎิรูปภาคเกษตรอยู่ขณะนี้) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์พลาสติก ชิ้นส่วนรถยนต์และรถไฟ ยางและผลิตภัณฑ์ (เริ่มลดลง) เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าส่วนใหญ่จากอินเดียเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเช่นกัน โดยยาและผลิตภัณฑ์ (อินเดียเก่งเรื่องยาและสมุนไพร) กาแฟ ชา และน้ำตาล ไทยมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น

เจาะตลาด “ผลไม้ไทย”ใน “อินเดีย” เข้าช่องไหนขายปังปัง!

สำหรับโอกาสของธุรกิจไทยมี 3 ส่วนคือ

1.ด้านการค้าที่อินเดียมีความต้องการผลไม้และแปรรูปอย่างมาก แต่ต้องเป็นผลไม้ที่อินเดียไม่มี หรือถ้ามีต้องเป็น “คุณภาพพรีเมี่ยม”

2.ด้านการลงทุนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อินเดียมีวัตถุดิบการเกษตรเยอะมาก แต่ไม่เก่งเรื่องการแปรรูป

3.เติมเต็มสิ่งที่อินเดียขาด ตามที่ Dr. Mahammed Wasim Siddiqui จาก “Bihar Agriculture University” เขียนหนังสือเรื่อง “Posthavest Quality Assurance of Fruits” บอกว่าตลาดสินค้าเกษตรมีจุดอ่อน   6 ประเด็นคือ

1.ไม่มีการคัดเลือกตัดเกรด และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะเห็นว่ามีการบรรจุกล่องถูกบรรจุมาจากในสวนของเกษตรกรมาแล้ว

2.ห้องเย็นมีไม่พอ หากปริมาณของผักและผลไม้ที่เยอะมาก แต่มีห้องเย็นเพียง 6 แห่ง (ส่วนใหญ่อยู่นอกตลาด) ทำให้เปอร์เซ็นต์การสูญเสียผักและผลไม้ต่อวันค่อนข้างสูงมาก (10-20% ของปริมาณซื้อขาย)  

3.ขาดแรงจูงใจให้ทำสินค้าคุณภาพ สินค้าส่วนใหญ่จะไม่มีการแบ่งเกรดคุณภาพ 

4. ถูกควบคุมและผูกขาดโดยหน่วยงานรัฐฯ (Agricultural Produce Market Committee : APMC)  

5.การประมูลราคาไม่มีความโปร่งใส่ เพราะราคาที่เกษตรได้รับทราบจากผู้ซึ่งไม่ได้เป็นราคาจริงจากการประมูล

6.ไม่มีความสะอาด ทั้งกองขยะเน่าเสีย วัว และการวางขายบนพื้น แม้ว่าตลาดอินเดียจะมีโอกาสมากแต่อุปสรรคก็เยอะเช่นกัน

เจาะตลาด “ผลไม้ไทย”ใน “อินเดีย” เข้าช่องไหนขายปังปัง!

ผมขอยกตัวอย่างกรณีผลไม้และแปรรูปของไทย คือ

1.ต้นทุนในการขนส่งสูง เส้นทางในการขนส่งผลไม้ไทยเข้าไปในอินเดียหากเป็นมังคุดจะโดยทางเครื่องบิน และหากเป็นมะขามหวานนำเข้าจากท่าเรือมุมไบ (ใช้เวลา 15 วันจากท่าเรือแหลมฉบัง) และใช้เวลาอีก 2 วันในการขนส่งสินค้าไปที่นิวเดลลี

2.อินเดียเปิดตลาดผลไม้น้อย ผลไม้ไทยที่อยู่ภายใต้กรอบ FTA ไทยอินเดียที่ภาษีเป็นศูนย์ คือ เงาะ มังคุด ลำไย ทุเรียน องุ่น แอปเปิล และทับทิม

3.ต่อรองราคาหนัก ผู้นำเข้าอินเดียต้องการราคาต่ำแต่คุณภาพสูง

4.คนอินเดียต้องการสินค้าที่มีส่วนผสมของ “น้ำตาลน้อย” ซึ่งระดับความหวานของไทยกับอินเดียแตกต่างกัน

5.ให้ข้อมูลและรู้จัก “ผลไม้ไทย” กับผู้นำเข้าและห้างสรรพสินค้าของอินเดียให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตัวอย่างกรณี “ทุเรียนไทย” ที่คนอินเดียไม่รู้ กรณี กีวี ต้องใช้เวลา 10 ปี

6. ใช้เที่ยวบิน “Low Cost” ในการขนส่งผลไม้ไทย เพื่อลดต้นทุน รักษาความสดใหม่ของผลไม้ถึงมือผู้บริโภคอินเดียได้อย่างรวดเร็วและประหยัดเวลาในการขนส่ง

7.ช่องทางจำหน่ายน้อย ส่วนใหญ่ขายในห้างสรรพสินค้า ไทยต้องทำความร่วมมือภาคเอกชนในตลาดสดขายส่งอินเดียเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับผลไม้และสินค้าไทย เช่นในตลาดขายส่ง  “Azadpur” ในกรุงนิวเดลลี

Cr. ฐานเศรษฐกิจ