จีน รัสเซีย อินเดียแข่งกันขยายอิทธิพลผ่านวัคซีน

28/02/2564 11:07 สำนักข่าวไทย

โตเกียว 28 ก.พ.- สื่อญี่ปุ่นมองว่า จีน รัสเซียและอินเดียกำลังแข่งกันขยายอิทธิพลด้วยการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ปานกลาง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วแย่งกันหาวัคซีนผลิตในสหรัฐและยุโรปให้แก่พลเรือนของตนเอง

เว็บไซต์สำนักข่าวเกียวโดนิวส์รายงานว่า จีนบริจาควัคซีนผลิตเองให้ 53 ประเทศที่ร้องขอ ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ประเทศแรกคือปากีสถาน ติดกับอินเดียที่มีปัญหาพรมแดนกับจีน รับวัคซีนของซิโนฟาร์ม 500,000 โดสเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ส่วนเมื่อเดือนมกราคมจีนรับปากบริจาควัคซีนให้เมียนมา 300,000 โดสหลังจากเมียนมาแสดงความสนใจวัคซีนจากอินเดีย ประเทศยุโรปตะวันออกที่มีความสัมพันธ์กับจีนในโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ซื้อวัคซีนจีน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออีและอินโดนีเซียร่วมทดลองวัคซีนจีน ประเทศที่สนใจซื้อวัคซีนจีนมี 27 ประเทศแล้ว ส่วนใหญ่ซื้อวัคซีนจากสหรัฐและยุโรปด้วย

ด้านอินเดียในฐานะร้านขายยาของโลกเพราะผลิตวัคซีนร้อยละ 60 ที่ต้องใช้ในประเทศกำลังพัฒนา บริจาควัคซีนให้เมียนมา 1.7 ล้านโดส และให้ฟรีอีกอย่างน้อย 15 ประเทศ มีทั้งในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทะเลแคริบเบียน นอกจากนี้ยังจัดสรรอีกกว่า 36 ล้านโดสให้หลายประเทศทั้งบริจาคและเชิงพาณิชย์ อินเดียคุยว่า วัคซีนที่ผลิตให้แอสตราเซนเนกาในชื่อโควิชีลด์และวัคซีนที่พัฒนาเองดูแลง่ายและราคาถูกกว่าวัคซีนผลิตในประเทศอื่น

ส่วนรัสเซียเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติใช้วัคซีนโควิด-19 เมื่อเดือนสิงหาคมทั้งที่เพิ่งผ่านการทดลองทางคลินิกระยะสอง เป็นวัคซีนพัฒนาเองชื่อสปุตนิกวี ขณะนี้ใช้ในหลายประเทศที่เป็นอดีตบริวารสหภาพโซเวียต ลาตินอเมริกา แอฟริกา ขณะที่ยุโรปก็สนใจมากขึ้นเพราะผลการทดลองทางคลินิกระยะสามที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ตของอังกฤษเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์พบว่า ป้องกันการติดโรคโควิด-19 แบบแสดงอาการได้ร้อยละ 91.6 กองทุนลงทุนโดยตรงรัสเซียที่สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนเผยว่า นับจนถึงวันศุกร์วัคซีนนี้ได้รับการอนุมัติแล้วใน 38 ประเทศ ราคาโดสละ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 304 บาท) ไม่ถึงครึ่งของวัคซีนสหรัฐ ตั้งเป้าผลิตให้ทั่วโลกฉีดได้กว่า 500 ล้านคนภายในปีนี้ แต่จนถึงขณะนี้มีคนในประเทศฉีดครบ 2 โดสเพียง 1.7 ล้านคนเท่านั้น.

Cr. สำนักข่าวไทย