ธปท.รับมีโอกาสหั่นจีดีพีปีนี้จากเดิมโต 3.2% เหตโควิดมีความไม่แน่นอนสูง

15 ม.ค. 64 15:33 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ธปท. ยอมรับมีโอกาสปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลง จากเดิมคาดขยายตัว 3.2% แต่่มองโควิดรอบใหม่มีผลต่อเศรษฐกิจไม่รุนแรงเท่ารอบแรก หลังมาตรการเข้มงวดลดลง หากรัฐใช้มาตรการเข้มงวดปานกลางคุมโควิดได้ภายใน 2 เดือน จะฉุดเศรษฐกิจ 1-1.5% แต่มาตรการเข้มข้นจะกระทบ 2-2.5%

  นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ระลอกใหม่ในไทย ที่แม้จะกระจายเป็นวงกว้างและเร็วกว่าการระบาดระลอกแรก แต่พบว่าความรุนแรงของโรคน้อยกว่า ขณะที่ความพร้อมด้านสาธารณสุขมีมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาการของวัคซีนและแผนการได้รับวัคซีนของไทยเริ่มมีความชัดเจน ดังนั้นจึงคาดการณ์ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไม่รุนแรงเท่าการระบาดระลอกแรก ภาครัฐมีมาตรควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้เข้มงวดน้อยกว่า และ ภาคการส่งออกสินค้าที่ยังขยายตัวได้ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

  ในระยะข้างหน้าแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน โดยมีปัจจัยมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 การกระจายวัคซีนในไทย และ แผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงมาตรการภาครัฐที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ อีกทั้ง ในปัจจุบันหลายภาคธุรกิจ และ ครัวเรือนมีฐานะการเงินที่เปราะบางมากขึ้นจากการระบาดระลอกแรกทำให้ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจน้อยลง

  ดังนั้น การช่วยเหลือภาคธุรกิจ และ แรงงานอย่างทันการณ์เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน และ ต้องเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง และ ตรงจุดมากที่สุด ซึ่งภาครัฐได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือ รวมถึง ธปท. ที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

  “เศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน มาตรการภาครัฐ แต่ความเข้มงวด ความไม่แน่นอนก็ยังมี ทำให้ธปท. มีโอกาสที่จะปรับลดจีดีพีปีนี้ลง จากเดิมที่คาดไว้ 3.2%”

  ทั้งนี้ ธปท.วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของพัฒนาการเศรษฐกิจออกมา 3 แนวทาง แบ่งตามความเข้มงวดของมาตรการการควบคุมโรคระบาด คือ 1.ระดับปานกลาง อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ประมาณ 2 เดือน จะกระทบต่อจีดีพี 1-1.5% 2. ระดับเข้มข้น 1 เดือน แล้วผ่อนคลายทีหลัง กระทบจีดีพี 2-2.5% และ 3. ระดับปานกลาง ดูแลไม่ได้ ยังพบมีการแพร่ระบาด เครสยังเพิ่มขึ้น รัฐคงออกมาตรการที่เข้มมากขึ้น รุนแรงมากกว่า 2 กรณีแรก ซึ่งกรณีนี้กระทบต่อการเปิดประเทศในครึ่งหลังของปีนี้ มีผลกระทบต่อจีดีพี 3-4%

  สำหรับการฟื้นตัวในระยะต่อไปจะต่างกันทั้งในเชิงพื้นที่ กลุ่มธุรกิจ และ กลุ่มแรงงาน โดยพื้นที่ที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมเข้มงวด 28 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมสัดส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงเกินครึ่งของประเทศจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยผลกระทบในพื้นที่ควบคุมสูงสุดพบว่า ยอดขายและการท่องเที่ยวในพื้นที่ลดลงจากมาตรการจำกัดการเดินทาง และ จำกัดเวลาเปิด-ปิด และ โรงงานและการผลิตบางส่วนจำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากมีพนักงานในโรงงานติดเชื้อ

  “กลุ่มค้าปลีก ภาคบริการ ผู้ประกอบการยังไม่เลิกจ้างพนักงาน แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 เดือน ผู้ประกอบการบางราย โดยเฉพาะรายย่อย ที่ยังไม่ฟื้นจากคราวก่อน จะมีปัญหาสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และ หากยืดเยื้ออาจส่งผลต่อการจ้างงาน ส่วนกลุ่มโรงงาน และ อสังหาฯ ผู้ประกอบการยังไม่เลิกจ้างพนักงาน ผู้ประกอบการหลายธุรกิจกังวลต่อการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวสูง”นางสาวชญาวดี กล่าว

  ส่วนผลกระทบด้านแรงงานคาดว่า กลุ่มแรงงานในพื้นที่สีแดงที่มีมาตรการการควบคุมเข้มงวดมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบประมาณ 4.7 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวัน และ ผู้มีอาชีพอิสระที่จะมีชั่วโมงการทำงานลดลงและ มีรายได้ลดลงมาก

รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.Efinancethai