กสิกรฯ เผยมาตรการกระตุ้นบริโภคภาครัฐ หนุนดัชนีภาวะเศรษฐกิจฯ พ.ย.เพิ่ม

14 ธ.ค. 63 14:07 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในเดือนพ.ย. 2563 ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันอยู่ที่ 41.0 ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ในเดือนม.ค.63 ที่ 40.6 เนื่องจากมุมมองต่อภาวะการจ้างงานและรายได้ โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐหนุนให้มุมมองต่ออำนาจการซื้อปรับเพิ่มขึ้น

   ด้านดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 41.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับดัชนีในปัจจุบัน บ่งชี้ว่า แม้ว่าครัวเรือนจะมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อภาวะการครองชีพในปัจจุบัน แต่ในระยะข้างหน้าความมั่นใจของครัวเรือนต่อภาวะการครองชีพยังไม่ได้ปรับสูงขึ้นมากนัก อีกทั้ง ครัวเรือนมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อภาระการชำระหนี้ภาวะค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมภาระหนี้ และระดับราคาสินค้า

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐจะช่วยหนุนให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงที่เหลือของปีกลับมาคึกคักมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้บางส่วน

  อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนอีกในหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 ขณะที่ความหวังเรื่องวัคซีนยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอีกมาก

  ขณะที่ภาคธุรกิจที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมได้เป็นปกติส่งผลให้ตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง ดังนั้น มาตรการต่าง ๆ ภาครัฐจึงยังมีความจำเป็น โดยล่าสุดภาครัฐได้ออกมาต่ออายุมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพิ่มเติม

  ในเดือนพ.ย. 2563 ภาคครัวเรือนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อภาวะการครองชีพโดยรวม เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าโดยได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากภาคเกษตร ดัชนีภาวะเศรษฐกิจ และการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในเดือนพ.ย.2563 อยู่ที่ 41.0 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ 39.5 และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนม.ค.2563 (ก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19) ที่ 40.6

  โดยครัวเรือนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อภาวะการจ้างงาน และรายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะครัวเรือนในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่คือแรงงานภาคเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับระดับราคาสินค้าเกษตรที่ปรับสูงขึ้นหนุนรายได้ครัวเรือนเกษตรให้ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 12.4% YoY

  นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐฯ ที่เริ่มมีผลบังคังใช้ตั้งแต่ 23 ต.ค. 2563 ทั้งมาตรการช้อปดีมีคืน มาตรการคนละครึ่ง และมาตรการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ ยังช่วยหนุนให้ภาคครัวเรือนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อระดับอำนาจซื้อ อีกทั้งช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้บางส่วน

  โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำการสำรวจเพิ่มเติม พบว่า ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมีเป้าหมายใช้จ่ายเต็มจำนวน (3,000 บาท) โดยส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะนำเงินไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค

  ทั้งนี้ ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการคนละครึ่ง ( 8 ธ.ค. 2563) ระบุว่ามีผู้ใช้สิทธิแล้วจำนวน 9,537,093 คน (จาก 10 ล้านคน) มียอดใช้จ่ายสะสม 39,318 ล้านบาท ซึ่งยอดใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 176 บาทต่อครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของดัชนีด้านอื่น ๆ พบว่าครัวเรือนมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับระดับราคาสินค้า สอดคล้องไปกับการหดตัวที่ลดลงของเงินเฟ้อในเดือนพ.ย. ที่อยู่ที่ -0.41% YoY จาก -0.5% ในเดือนต.ค. 2563 เนื่องจากราคาอาหารสดปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของภัยแล้ง และน้ำท่วม

  ด้านผลสำรวจเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของครัวเรือนไทยใน 3 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้นเล็กน้อยจาก 40.1 ในเดือนต.ค. 2563 มาอยู่ที่ 41.1 แต่ระดับของดัชนีใกล้เคียงกับภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนในปัจจุบัน

  บ่งชี้ว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีความไม่มั่นใจเกี่ยวกับภาวะการครองชีพในระยะข้างหน้า โดยครัวเรือนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาระในการชำระหนี้ อีกทั้งความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมภาระหนี้ ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันซึ่งคาดว่าเกิดจากค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล

  ดังนั้น มาตรการของภาครัฐยังมีความจำเป็นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดครม.ได้ออกมาเห็นชอบโครงการคนละครึ่งเฟส 2 โดยจะมีผู้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 5 ล้านคน รวมกับผู้ที่ได้สิทธิในเฟสแรกอีก 10 ล้านคน รวมผู้ได้รับสิทธิทั้งหมดเป็น 15 ล้านคน โดยจะเพิ่มวงเงินจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาท ระยะเวลา ม.ค.-เม.ย. 2564

  ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ ในเฟสแรก พบว่ายังมีครัวเรือนจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ยังไม่มีความคุ้นเคยกับการที่ต้องลงทะเบียนและใช้งานผ่านระบบดิจิทัล ขณะที่บางส่วนลงทะเบียนไม่ทัน และไม่ทราบข่าว

  ดังนั้นการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมในเฟส 2 คาดว่าน่าจะมีผู้เข้ามาใช้สิทธิเต็มจำนวนที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งจะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยได้ต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564

  อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐที่ออกมาเพิ่มเติมยังเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงอีกหลายประการ ทั้งความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เกี่ยวกับการกลับมาระบาดระลอกของโควิด-19 แม้ว่าจะมีข่าวดีในเรื่องของวัคซีนออกมาต่อเนื่องแต่ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

  อีกทั้งการระบาดที่รุนแรงขึ้นในต่างประเทศ ทำให้แนวโน้มการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวยังมีโอกาสเป็นไปได้น้อยส่งผลให้ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มเปราะบางต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาเรื่องการเมืองมีแนวโน้มยืดเยื้อ

  โดยสรุปแล้วดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในระดับปัจจุบัน (พ.ย.2563) และ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 จากความกังวลที่ลดลงของครัวเรือนต่อประเด็นเรื่องภาวะการการมีงานทำโดยเฉพาะในภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนยังมีความกังวลเกี่ยวกับระดับราคาสินค้า ค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมภาระหนี้ รวมถึงภาระการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังมีความจำเป็นที่จะเข้ามาช่วยประคับประคองต่อไปจนกว่าภาคธุรกิจต่างๆ จะกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ในระดับเดี่ยวกับก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19

เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 
Cr.Efinancethai