อินเดีย หั่นภาษีน้ำมันปาล์มดิบ 10% พาณิชย์ไทยเตรียมเจรจาการค้าม.ค.นี้

9 ธ.ค. 63 9:36: น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  พาณิชย์ สบช่องเตรียมดันส่งออกน้ำมันปาล์มไปอินเดีย หลังรัฐบาลอินเดีย หั่นภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบรวดเดียว 10% เหลือ 27.5% เตรียมเจรจาธุรกิจออนไลน์ 19 ม.ค.นี้  

   นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า รัฐบาลอินเดียได้ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil) จากเดิม 37.5% เหลือ 27.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.63  เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มในประเทศและบรรเทาภาระผู้บริโภคจากราคาสินค้าหมวดอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อินเดียเพิ่งปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ จากเดิม 40% เหลือ 37.5% สำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

   “อินเดียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มมากที่สุดในโลก โดยการบริโภคน้ำมันปาล์มคิดเป็นสัดส่วน 40% ของน้ำมันเพื่อการบริโภค (edible oils) ในประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ อินเดียนำเข้าน้ำมันเพื่อการบริโภคเฉลี่ยประมาณ 15 ล้านตันต่อปี รองจากการนำเข้าน้ำมันดิบและทองคำตามลำดับ

   โดยในปี 62 อินเดียนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ (พิกัด 1511.10) จากทั่วโลก มูลค่ารวม 3,555 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 11.37% จากปีก่อนหน้า โดยนำเข้าสูงสุดจากอินโดนีเซีย 66.03% รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 26.25% สิงคโปร์  5.02% ขณะที่นำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 4 มูลค่า 89.64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 63% จากปีก่อนหน้า คิดเป็น 2.52% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด

   ทั้งนี้ ระหว่างมกราคมถึงกันยายนที่ผ่านมา อินเดียนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากทั่วโลก มูลค่ารวม 3,221.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 31.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยนำเข้าสูงสุดจากอินโดนีเซีย 69.61% รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 24.53% สิงคโปร์  3.72% ขณะที่นำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 4 มูลค่า 62.17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 1.93% ลดลง  28.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า” นายสมเด็จ กล่าว

   ถึงแม้ว่าส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปาล์มดิบของไทยในอินเดียยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ตาม กรมฯ มองว่าการที่อินเดียลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบลง 10% จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าน้ำมันปาล์มของไทยไปตลาดอินเดียให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ
 
   การส่งออกจากท่าเรือภาคใต้ฝั่งตะวันตกไปท่าเรือฝั่งตะวันออกของอินเดีย อาทิ เมืองเจนไนและโกลกาตา ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการขนส่งไม่สูงจนเกินไปและช่วยให้แข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซียได้ นอกจากนี้ กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยควรศึกษามาตรฐานน้ำมันปาล์มภายใต้กรอบความยั่งยืนของน้ำมันปาล์มอินเดีย (Indian Palm Oil Sustainability Framework) หรือ IPOS ด้วย เพื่อเตรียมรองรับเงื่อนไขด้านมาตรฐานน้ำมันปาล์มที่คาดว่าอินเดียจะนำมาใช้ในอนาคต” อธิบดีให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

Cr.Efinancethai