สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไทย Q3 ติดลบ 6.4% เพิ่มเป้าทั้งปีเหลือติดลบ 6%

16 พ.ย. 63 12:17 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไทย Q3/63 ติดลบ 6.4% น้อยกว่าคาด หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ ส่งออกการใช้จ่ายภาครัฐเอกชนเริ่มดีขึ้น พร้อมปรับเพิ่มเป้าจีดีพีปี 63 คาดติดลบ 6% ดีขึ้นจากเดิมคาด -7.3 ถึง ลบ -7.8% ขณะที่ปี 64 คาดจีดีพีจะขยายตัวได้ 3.5-4.5%

   นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 12.2% ด้านการส่งออกติดลบ 8.2% นำเข้าติดลบ 17.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.7%

   สำหรับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา พบว่า การใช้จ่ายของภาครัฐและการลงทุนภาครัฐขยายตัวมากขึ้น การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลงในอัตราที่น้อยกว่าในไตรมาสก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 0.6% ดีกว่าไตรมาสก่อนที่ลดลง 6.8%

   ทั้งนี้ การบริโภคที่ปรับดีขึ้น เป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการปิดสถานที่และยกเลิกการจำกัดการเดินทางในประเทศ และการดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้

   “หากสถานการณ์แนวโน้มยังเป็นลักษณะนี้ ไม่มีปัจจัยส่งผลกระทบรุนแรง เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 และทั้งปี ประมาณการจะอยู่ที่ลบ 6% ตั้งแต่ช่วงคลายมาตรการล็อกดาวน์เครื่องชี้ต่างๆเริ่มปรับดีขึ้น ตลาดส่งออกในหลายตลาดมีตลาดที่บวกคือสหรัฐ แต่หลายตลาดแม้ยังติดลบก็ติดลบน้อยลงมาก ส่วนนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็นไปได้”นายดนุชา กล่าว

   นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มจีดีพีในปีนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้ปรับประมาณการจีดีพีของไทยปีนี้ดีขึ้นเป็นติดลบ 6% จากเดิมคาดติดลบ 7.3 ถึง ลบ 7.8% และคาดว่าในปี 64 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ 3.5-4.5%

   ด้านการส่งออกปีนี้คาดว่าจะติดลบ 7.5% และกลับมาขยายตัวได้ 4.2% ในปี 64 ส่วนการนำเข้าปีนี้คาดติดลบ 13.8% ส่วนปีหน้าคาดโต 5.3% สำหรับดุลบัญชีการค้าปีนี้คาดเกินดุล 38.3 พันล้านดอลลาร์ และปีหน้าคาดเกินดุล 37.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้คาดเกินดุล 14 พันล้านดอลลาร์ และปีหน้าคาดเกินดุล 13.9 พันล้านดอลลาร์

   สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ คาดจะติดลบ 0.9% และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.7-1.7%

   นายดนุชา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 64 คาดว่าจะมีแรงสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและมาตรการทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีแรงขับเคลื่อนจากฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปีนี้

   อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศ

   ขณะเดียวกันยังมีความไม่แน่นอนของการค้นพบวัคซีนและยารักษาทั้งความไม่แน่นอนทางด้านประสิทธิภาพและระยะเวลาที่จะใช้ในการค้นพบ จนอาจทำให้ประเทศต่างๆ ต้องกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดในบางพื้นที่อีกครั้ง

   2.เงื่อนไขด้านการจ้างงานและฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยสถานการณ์การว่างงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาพบว่า มีคนว่างงานทั้งส้น 7.37 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.9%

    สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 2 อยู่ที่ 83.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 80.2% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ

   3.ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง ที่อาจส่งผลต่อปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอกับการทำการเกษตรในปีเพาะปลูก 63/64 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลผลิตข้าวนาปรังที่อาจจะไม่สามารถเพาะปลูกได้ในบางพื้นที่

   4.ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยมีเงื่อนไขในเศรษฐกิจโลกที่จะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งทิศทางและแนวนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐ นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายด้านความมั่นคงที่จะส่งผลในหลายมิติ

   นอกจากนี้ยังต้องจับตาการฟื้นตัวของการค้าโลก ภูมิศาสตร์ในการตั้งฐานการผลิตของผู้ประกอบการ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรที่มีแนวโน้มจะออกแบบไม่มีข้อตกลง

   ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตาม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะในประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความผันผวนของเงินลงทุนระหว่างประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
 
   ทั้งนี้ ภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก คาดว่าเงินลงทุนจะย้ายออกจากสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ทองคำ ไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นและจะทำให้เงินทุนไหลเข้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้นจนสร้างแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน

   อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อาจ    ได้รับผลกระทบหากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้น จนส่งผลให้เงินลงทุนไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วได้

   นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับสมมติฐานด้านอัตราแลกเปลี่ยนปีนี้ คาดว่าค่าเงินบาทจะเฉลี่ยที่ระดับ 31.3 บาทต่อดอลลาร์ และในปี 64 คาดว่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มจะอยู่ในช่วง 30.3-31.3 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีนี้

   สำหรับการแข็งค่าเงินเงินบาทนั้น จะเป็นไปตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลให้เงินทุนระหว่างประเทศมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

   ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้คาดอยู่ที่ 41.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในช่วง 41-51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้น

   รวมถึงเป็นไปได้ที่องค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) และกลุ่มประเทศพันธมัตรจะปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมในปี 64 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดซึ่งส่งผต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เป็นต้น

   ขณะที่รายรับจากนักท่องเที่ยวในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.46 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 0.49 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีหน้าจะอยู่ที่ 5 ล้านคน ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จะสามารถผลิตออกมาเริ่มใช้ได้ในช่วงไตรมาส 3/64 และจะสามารถใช้ได้อย่างเผยแพร่ตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ส่งผลให้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเดินทางเข้ามามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

CR:Efinancethai