หมอทวี เผยความลับ จุดเริ่มต้น โควิด-19 ทบทวนความสำเร็จของไทย ป้องกันโรค

วันที่ 24 กันยายน 2563 – 11:06 น. มติชน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ ห้องประชุมอทิตยากรกิติคุณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) บรรยายพิเศษ เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2563 หัวข้อ “COVID-19 เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เน้นคำว่าเรา เพราะความสำเร็จวันนี้มาจาก ล้านประชาชน หมื่นแพทย์ และ แสนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.) อย่างไรก็ตามโรคติดเชื้ออุบัติใหม่จะคุกคามเราไปอีกนานแสนนาน และเพิ่มขึ้นทุก 10 ปี สามารถเกิดได้ในคนและสัตว์ โดยร้อยละ 60 เกิดจากสัตว์สู่คน สาเหตุจากคนเข้ารุกเข้าป่า กินค่างลิงชะนี ติดเชื้ออีโบล่า เมื่อป่วยก็ไปหาแพทย์ ทำการเปิดท้องพบเชื้อ แพทย์พยาบาลจึงติดเชื้อจนเสียชีวิต โรคทั้งหมดกำลังพัฒนาเปลี่ยนไปมาก มีทั้งไวรัส แบคทีเรีย และแมลงเป็นพาหะ สรุปแล้วโรคเหล่านี้ยังไม่หายไปและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะเทคโนโลยีดีขึ้น

รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า ต้องเรียนรู้สิ่งที่ผ่านมา คือเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ในพ.ศ.2545 พบโรคซาร์สระบาดจากประเทศจีนกระจายทั่วโลก ระบาดเพียง 1 ปี และประเทศไทยพบผู้ป่วยนำเข้า 9 ราย เสียชีวิต 2 ราย เมื่อโรคสงบลงพบผู้เสียชีวิตทั้งโลก 8,000 ราย อัตราเสียชีวิตร้อยละ 10 สุดท้ายโรคก็สงบไปเอง ถัดมาอีก 1 ปีในพ.ศ.2547 พบการระบาดของไข้หวัดนก ประเทศไทยพบผู้ป่วยกระปิดกระปอยอยู่ 2-3 ปี พบผู้ป่วยรวม 25 ราย เสียชีวิต 18 ราย ซึ่งน้อยกว่าครึ่งวันของอุบัติเหตุคนไทยที่เสียชีวิต แต่เราให้ความสำคัญมาก เพราะว่า อัตราตายร้อยละ 60 หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นมาจะเป็นหายนะ

“ผมได้พยายามศึกษาว่าโรคอะไรที่ระบาดแล้วตายเยอะ ไม่ค่อยระบาด เพราะเมื่อมันทำให้คนตาย มันก็ตาย เพราะฉะนั้น มันพยายามที่จะปรับตัวไม่ให้คนตายเยอะ และคนเมื่อติดเชื้อแล้วยังไปทำงานได้ ก็เอาเชื้อไปแพร่ และโรคอุบัติใหม่ที่แพร่กระจายเร็วคือโรคระบบทางเดินหายใจ เพราะคนเราต้องหายใจ” รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว

รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยชัดเจนที่สุดคือ การระบาดไข้หวัดนก เพราะเรากลัวการระบาด จึงเตรียมการสร้างคู่มือ มีหอผู้ป่วย เตรียมชุดป้องกัน(PPE) ห้องแยกความดันลบ ถัดมาเมื่อปี 2009 ในปีพ.ศ.2552 การระบาดไข้หวัดใหญ่ เริ่มต้นที่ประเทศเม็กซิโก ลามมาทวีปเอเชีย หากสังเกตจะพบว่าเมื่อมีการระบาดของโรคเข้ามายังเอเชีย ประเทศไทยจะเป็นเบอร์หนึ่ง โดนก่อนทุกครั้ง เราจึงได้ประสบการณ์ว่า หากเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ จะต้องมีคลินิกแยกแบบกลางแจ้ง แต่โชคดีที่ขณะนั้นมีวัคซีน ไทยซื้อแค่ 2 ล้านโดสจากประชากร 60 ล้านคน และพบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ฉีดแล้วเสียชีวิต แต่เมื่อดูสาเหตุพบว่าการเสียชีวิตเกิดหลังจากฉีดวัคซีนแล้วล้มหัวฟาดพื้นเสียชีวิต แต่ข่าวตอนนั้นออกไปแล้วว่าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต ดังนั้นปัจจัยหนึ่งที่เราต่อสู้ในอนาคตคือโซเซียลมีเดีย ที่เป็นเรื่องใหญ่ ในปี 2012 หรือ พ.ศ.2555 เกิดการระบาดของโรคเมอร์สโคโรนาไวรัส ประเทศไทยพบผู้ป่วยนำเข้า 3 ราย ไม่มีเสียชีวิต แต่มีบทเรียนสำคัญในประเทศเกาหลี ด้วยการพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย และแพร่กระจายเชื้อไปจนเกิดการระบาดในศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และพบผู้ติดเชื้อรวมกว่า 180 ราย และทำการกักกันโรคในประชาชนราว 50,000-80,000 ราย ความเสียหายกว่า 300,000 ล้านบาท

รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวต่อว่า มาถึงปัจจุบันคือโควิด-19 สถานการณ์ต่อจากนี้ตนตั้งชื่อให้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่(Big Game Changer) ใน 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีนักวิทยาศาสตร์ของไทยเข้าร่วมกับจีน ในการไปเก็บเชื้อค้างคาวในแถบทางใต้ของจีน พบว่า มีเชื้อโคโรนาไวรัส ที่มีโอกาสแพร่มาสู่คนเรียงคิวอีกมากมาย สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ทั่วโลกพบผู้ป่วยโควิด-19 รวม 30 ล้านราย และในวันนี้เพิ่มขึ้นถึง 32 ล้านราย เสียชีวิตเกือบ 1 ล้านราย เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้การระบาดเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น จีนคาดว่าเริ่มต้นรายที่ศูนย์ในเดือนพฤศจิกายน และที่ไทยรู้ตัวเร็วเพราะว่ามีแพทย์ของจีนที่เข้ามาฝึกอบรมในไทยได้พูดคุยกันในเรื่องนี้ หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ทีมแพทย์ของสาธารณสุขของไทย จัดประชุมด่วนในการทบทวนคู่มือป้องกันเรื่องโรคไข้หวัดนก แต่แฝงด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับโรคที่ระบาดในอู่ฮั่น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการแพทย์คือจมูกดี ได้กลิ่นแปลกๆ จากจีนที่เป็นประเทศปกปิด

รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มกราคม พบการระบาดที่ฮ่องกง ไต้หวัน และเมื่อวันที่ 3 มกราคม ไทยได้ตั้งจุดคัดกรองไข้ที่สนามบินทันที จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม พบผู้เดินทางหญิง อายุ 61 ปี เข้ามาด้วยอาการไข้หวัด ไข้สูง 38 เซลเซียส จึงส่งรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร จึงนำเชื้อในช่องคอ(Swab) ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 มกราคม พบผลว่าเชื้อไวรัสมีความคล้ายกับแบล็คโคโรนาที่มีอยู่ในคลัง จึงติดต่อไปที่จีน ได้คำตอบกลับแบบอ้อมแอ้มว่า ใช่ ให้รอฟังข่าว และในวันเดียวกันนั้นจีนได้ประกาศเชื้อไวรัสตัวนี้ ดังนั้น จริงๆ แล้วไทยตรวจพบเชื้อได้ก่อนจีน แต่ตนเชื่อว่าจีนทราบตั้งนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีเพราะเชื้อยังใหม่มาก

“ในช่วงนั้นใกล้ตรุษจีน และจีนได้สั่งไม่ให้คนของเขาออกมา ซึ่งช่วยประเทศอื่นๆ ได้ร้อยละ 80-90 เป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราก็ยกระดับเลย โดยท่านนายฯ เป็นหัวโต๊ะ พิจารณานโยบายรัฐ ตั้ง ศบค.ชุดใหญ่ ชุดเล็ก มีผู้ใหญ่ของเราหลายท่านเข้าไปอยู่ใน ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operation Center: EOC) ทำให้เห็นไม่ใช่แก่เพราะอยู่นาน แต่เพราะประสบการณ์เยอะ ส่วนชุดที่ปรึกษาของ รมว.สธ. มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือทางการเมืองก็ได้ให้ประเด็นมา ให้ทีมแพทย์ไปวิเคราะห์ดู หาปัญหาทางวิชาการ ความสำเร็จทั้งหมดเพราะคนไทยร่วมมือ ตอบสนองกับการระบาดเร็ว” นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าว

รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นฝ่ายความมั่นคงและทีมระบาด ลงพื้นที่ปฏิบัติงานที่สนามบิน เป็นปราการแรกเพื่อตรวจหาผู้ป่วยและนำส่งโรงพยาบาล(รพ.) ทีมระบาดจะต้องสอบสวนโรค ซึ่งทำงานหนักกันอย่างมาก ต่อมาเป็นหน้าที่ของแพทย์พยาบาลในการรักษา แต่จุดสำคัญคือ แม่บ้าน ที่เข้าไปทำความสะอาด ที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมก็อาจติดเชื้อออกมา ทีมห้องปฏิบัติการ(แล็บ) ตนพูดเสมอว่า โรคอุบัติใหม่ทั้งหลาย แล็บเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย ถ้าไม่แล็บก็จะมืด แต่พอมีแล็บความสว่างเกิดขึ้น ทีมแพทย์ทำงานต่อได้ เกิดการวางแผนของภาครัฐ รวมถึงทีม อสม. เคาประตูบ้าน เฝ้าระวังผู้คนในชุมชน ดูแลการกักกันโรคผู้ที่เข้าพื้นที่ เช่น กลุ่มแรงงานผิดกฎหมายที่เดินทางมาจากเกาหลี ภายหลัง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม รัฐบาลสั่งปิดสถานประกอบการ สถานศึกษา สถานบันเทิงมากขึ้น ประชาชนแห่กลับภูมิลำเนา เกิดเป็นความเสี่ยงที่จะนำเชื้อในกรุงเทพมหานครไปต่างจังหวัด

“แต่ความเสี่ยงประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาสั่งไม่ให้จีนเข้าประเทศ แต่ลืมสั่งคนของเขาที่ไปยุโรปในเดือนมีนาคม เปิดว่าจะปิดประเทศแล้วใครอยากกลับบ้านก็ให้กลับ มีคนยุโรปกลับเข้าอเมริกาหลายแสน และเกิดการระบาดจนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นจุดตายของอเมริกา” รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าว

CR: มติชน