หมอทวียันเคสดีเจถือว่าติดโควิด-19 ในปท.รอบใหม่ แต่หาที่มาไม่ได้

วันที่ 24 กันยายน 2563 – 16:17 น. มติชน

หมอทวียันเคสดีเจถือว่าติดโควิด-19 ในปท.รอบใหม่ ไทยโชคดีการแพทย์นำการเมือง ปชช.เชื่อมั่น มีวินัย

วันนี้ (24 กันยายน 2563) ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างบรรยายพิเศษเนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2563 หัวข้อ “COVID-19 เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ว่า ประเทศไทยพบโควิด-19 มาแล้ว 1 รอบ และสงบลงแล้ว ต่อไปจะเป็นระลอกถัดไป เกิดความกังวลว่าจะทำอย่างไร

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า กรณีดีเจติดเชื้อโควิด-19 ผู้ป่วยใหม่รายแรกหลังจากที่ไทยไม่พบผู้ป่วยในประเทศกว่า 100 วัน ยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อในประเทศอย่างแน่นอน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าติดมาจากที่ใด ความเสี่ยงสูงสุดคือ ประเทศเพื่อนบ้านติดชายแดนไทย บริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยฝ่ายความมั่นคง และแพทย์จะต้องสกัด

“ทหารลาดตะเวนจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองได้ทุกวัน ที่เขาเข้ามาเพราะเขาอยากได้งานทำ อยากหนีโรคระบาดของบ้านเขา ดังนั้น มาตรการสำคัญที่สุดของไทย ย้ำว่าคือ การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมือ บ้านเราสวมหน้ากากมาก จนประเทศอื่นถามว่าคนไทยสวมหน้ากากกัน ไม่อึดอัดบ้างหรือ ก็ตอบว่าไม่ แต่คนไม่สวมหน้ากากต่างหากที่จะอึดอัด เพราะคนอื่นจะมองอยู่เรื่อยๆ” รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวและว่า เรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังเป็นเรื่องใหญ่ ขอไม่ลงรายละเอียดมาก แต่ สธ.ได้วาง 3 รูปแบบ 1.วิจัย พัฒนาเองในประเทศ 2.ร่วมมือกับต่างประเทศ และ 3.จัดซื้อจัดหา

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวถึงมาตรการล็อกดาวน์ (Lock Down) ว่า ไม่สำคัญเท่าการผ่อนล็อกดาวน์ เพราะจะล็อกตลอดไปไม่ได้ สำหรับประเทศไทยหากจะล็อกดาวน์ให้ได้ผลคือ อัตราการติดเชื้อต้องไม่ต่ำกว่า 0.5 ต่อแสนประชากรต่อวัน แต่สถานการณ์ของไทยมีการคุมไว้ได้ที่ 0.02 แสดงให้เห็นว่า ควบคุมได้ก่อนสถานการณ์ ในขณะที่อังกฤษและนิวยอร์กเริ่มเข้มงวดมาตรการเมื่ออัตราติดเชื้อสูงกว่า 0.5 ดังนั้น นโยบายการต่อสู้กับโควิด-19 ของไทย มุ่งเป้าลดอัตราการแพร่เชื้อด้วยการรักษาทุกรายที่ติดเชื้อและทุกรายที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ การตัดสินใจที่แน่วแน่ รวดเร็วของไทยเป็นจุดสำเร็จ

“เราเอาทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจก็แย่ จนก็จะจน โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของไทยยกให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพราะ อสม.มีส่วนอย่างมาก ผู้แทนขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากถอดรหัสว่ามีการดูแลรักษาอย่างไร พบว่า ประเทศไทยมีระบบทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ต่อสู้กับเรื่องโรคระบาด ผมก็บอกว่าเป็นเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าว

ทั้งนี้ รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวอีกว่า นิวยอร์กไทม์ชี้ว่า ทั่วโลกแปลกใจ ไม่รู้ว่าประเทศไทยกำลังทำอะไรแต่ผลการควบคุมโรคเฉียบขาด เขาได้วิเคราะห์ว่าอาจขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม เมื่อทักทายกันจะไม่แตะเนื้อตัวกัน นิวยอร์กไทม์ยังตั้งข้อสงสัยอีกว่า “ไม่รู้ว่าไทยเก่งหรือเฮง” แต่ให้น้ำหนักไปทางเฮงมากกว่า แต่อยากให้มาดูของจริงว่าเก่งหรือเฮง

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า สรุปบทเรียนของการต่อสู้กับโรคระบาด

1.ต้องรู้เร็ว มีแพทย์ระบาด นักระบาดในชุมชน มีแพทย์ พยาบาลในโรงพยาบาลคอยรับมือ

2.รักษาป้องกันเร็ว มีการควบคุมการระบาดที่ดี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และ

3.ควบคุมโรคเร็ว

ดังนั้นบทสรุปที่เรามาถึงจุดนี้ได้คือ

1.เราไม่เคยประมาทกับเชื้อโรค มีการฝึกอบรมบุคลากรทั่วประเทศปีละ 10-15 อบรม ยาวนานมาตลอด 20 ปี

2.ประสบการณ์ของผู้อาวุโสทางการแพทย์ระบาดวิทยา คลินิกวิทยาและห้องปฏิบัติการ(แล็บ) สิ่งสำคัญอีกอย่างคือแพทย์ของเราต้องมีสัมผัสที่ 6 รู้สึกแปลก หรือได้กลิ่นของโรคก่อน

3.ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ไทยเราไม่จนแต่ก็ไม่รวย ดังนั้นเราต้องนึกถึงทรัพยากรว่ามีอะไรบ้าง

4.มี 4 แกนหลักสำคัญ คือ แพทย์ พยาบาล ห้องปฎิบัติการ (แล็บ) และ อสม. โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ

5.การแพทย์ต้องนำการเมือง ซึ่งโชคดีที่ฝ่ายการเมืองรับฟังแพทย์ และ

6.ประชาชนให้ความร่วมมือ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามคำแนะนำ

“โชคดีที่การเมืองชุดนี้เขาฟัง เขาฟังหมดเลย บอกว่าอาจารย์มีอะไรบอกนะ เราไม่ได้บอกว่าต้องทำอะไร เราบอกว่า ฉากทัศน์ที่ 1 เป็นแบบนี้ มีข้อดีข้อเสียอะไร ฉากทัศน์ที่ 2 ฉากทัศน์ที่ 3 เป็นอย่างนี้ ท่านต้องเลือกเอา เขาก็จะเลือกในระดับของรัฐบาล และสิ่งที่สำคัญคือ ประชาชนให้ความเชื่อมั่น ร่วมมือร่วมใจ คนไทยเราเคยถูกปรามาสอย่างมากว่า เป็นประเทศที่ไร้ระเบียบวินัยที่สุด อะไรตามใจคือไทยแท้ แต่พอถึงเรื่องโควิดมา เรามีความร่วมมือร่วมใจที่ดีมาก ดีกว่าคนที่ปรามาสเราอีก” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าว

CR: มติชน