เข้ม ‘6กลุ่มต่างชาติ’ เข้าไทย จ่ายค่ากักตัวเอง 14 วัน ตรวจเชื้อ 2 รอบ ห้ามนอกเส้นทาง

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 – 15:09 น. มติชน

แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) แถลงมาตรการผ่อนปรนผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอ 6 กลุ่มบุคคล ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประกอบด้วย 1.คู่สมรสและบุตรของผู้มีใบอนุญาตทำงาน หรือได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ทำงานในราชอาณาจักร หรือ คนที่ได้ Work Permit เดิมได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่แล้ว แต่ญาติไม่ได้เข้ามา ก็อนุญาตให้เข้ามาได้ 2.ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือคนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร 3.คู่สมรสต่างชาติและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีสัญชาติไทย หรือคนต่างชาติที่แต่งงานกับคนไทยและบุตรอนุญาตให้เข้ามา 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า 4.ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นต้องเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยและผู้ติดตาม โดยให้การรักษาเพียงบางโรค และไม่ใช่การรับรักษาการป่วยด้วยโควิด-19 ในไทย คือ Medical Hub โดยจะเน้นบางโรคบางกลุ่ม ยืนยันว่าไม่ได้เอาคนป่วยโควิด-19 เข้ามา เพราะหากป่วยโควิดจะต้องถูกกันไว้ตั้งแต่แรก แต่ผู้ที่จะเข้ามารับการรักษา เช่น มาทำตา มาเสริมจมูก ตรวจเรื่องการมีบุตรยาก ซึ่งชื่อเสียงแพทย์ไทยดังด้านนี้ ก็มาได้ 5.นักเรียน นักศึกษาต่างชาติ และผู้ปกครองของบุคคลดังกล่าว และ 6.ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าราชอาณาจักรตามข้อตกลงพิเศษ (Special Arrangement) กับประเทศเป้าหมาย โดยคนต่างชาติกลุ่มเหล่านี้ต้องผ่านการตรวจ covid-19 free อาจจะรวมแขกของรัฐบาล นักลงทุนพิเศษทั้งหลาย

“การจัดทำความตกลงพิเศษ (Special Arrangement) กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โควตาที่กำหนดสอดคล้องกับจำนวน (Alternative State Quarantine: ASQ) คือ โรงแรมหรูที่จับมือกับโรงพยาบาล ผู้ที่เข้ามาจะต้องเสียเงินในการเข้าพักในโรงแรมเองเป็นระยะ 14 วัน และเจรจากับประเทศที่ทำความตกลงพิเศษ เบื้องต้นจะรับจำนวนรวม 200 คนต่อวัน โดยขณะนี้มีห้องว่างประมาณ 600 กว่าห้อง และพิจารณา 4 ประเทศ 1 เขตปกครอง ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยเกณฑ์พิจารณาคือ 1.มีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อไทย 2.ควบคุมการระบาดได้ดีใกล้เคียงกับไทย 3.มีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ และ 4.มีความพร้อมและความสนใจทำความตกลง” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

โฆษก ศบค. กล่าวต่อไปว่า สามารถเดินทางเข้ามา 2 รูปแบบ คือ 1.แบบ Normal Track เดินทางเข้ามาทำงาน พำนักอาศัยในไทยระยะเวลานาน การเข้ามาอยู่ในโรงแรมที่รัฐบาลกำหนด ASQ ระยะเวลา 14 วัน และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง 2.แบบ Fast track เดินทางระยะสั้น เร่งด่วน โดยไม่ต้องกักกัน 14 วัน แต่จะต้องมีเงื่อนไขที่เข้มงวด แนวทางเร่งการดำเนินการให้นักธุรกิจต่างชาติเดินทางเข้ามา โดยหลักเกณฑ์ในการรองรับการเดินทางของแขกรัฐบาล คือ 1.เป็นคณะเล็กไม่เกิน 10 คน 2.เดินทางระยะสั้น 3.ตรวจรับรองการปลอดเชื้อโควิด-19 ที่ประเทศต้นทางและเมื่อเดินทางถึงไทย โดยให้ตรวจและรอผลตรงนั้น ต้องเป็นลบ 2 ครั้งถึงเข้าประเทศได้ 4.ให้หน่วยงานราชการที่เป็นเจ้าภาพเชิญแขกระดับสูง พิจาณาจัดเจ้าหน้าที่ประจำคณะในลักษณะ Liaison Officer ติดตาม หรือมีคนตามประกบ 5.มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานความมั่นคงติดตามคณะนั้นไปด้วย และมีค่าใช้จ่ายให้ทีมเหล่านี้ด้วย และ 6.ต้องจำกัดการเดินทางเฉพาะกำหนดการที่ได้ตกลงไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ห้ามคณะเดินทางไปในที่สาธารณะและห้ามใช้ขนส่งมวลชน สำหรับการเดินทางเข้ามา แบ่งเป็น กลุ่มที่ได้รับการอนุมัติแล้วและยังรอการเดินทาง ให้เดินทางกลับพร้อมคนไทยในเที่ยวบิน Repratiation Flight และกลุ่มที่กำลังขออนุมัติการเดินทาง

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ขณะที่กระทรวงการคมนาคมขอยกเว้นการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เสนอไป คือ การจัดที่นั่งเว้นที่นั่งบนรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือรถต่างๆ เนื่องจากตอนนี้เข้าสู่การปกติ การเคลื่อนย้ายโดยขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น จึงขอยกเว้นเรื่องดังกล่าว แต่ต้องสวมหน้ากากตลดเวลา และความหนาแน่นสูงสุดร้อยละ 70

ผู้สื่อข่าวถามถึงกลุ่มที่ลักลอบเข้าประเทศ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ผอ.ศบค.ห่วงใยและสั่งการให้ตรวจสอบ พบว่ามีการเดินทางผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายมีเป็นประจำ และมีรอบพื้นที่ประเทศไทย จึงสั่งการให้ฝ่ายมั่นคงดูแลเข้ม โดยพบว่าเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในรอบ 24 ชั่วโมง จาก สปป.ลาว จับกุม 7 คน กัมพูชา จับกุม 26 คน เมียนมา 35 คน และรายงานตลอดทั้งเดือนสะสม 2,498 คน ในช่วงเกือบ 1 เดือน มากที่สุด เมียนมา 1,276 คน ลาว 142 คน กัมพูชา 1,016 คน เวียดนาม 4 คน จีน 6 คน อินเดีย 27 คน อื่นๆ 27 คน ซึ่งไม่ใช่แค่พื้นที่ขอบชายแดน ยังมีพื้นที่ตอนในเข้ามาด้วย หมายความว่าเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่ในเมืองไทยและอาจอยู่มานานด้วย อาจจะเป็นเหตุที่เรายังวางใจไม่ได้ ถ้ามีการเดินทางกันอย่างนี้ ฝ่ายมั่นคงดูแลเต็มที่ก็จับได้ประมาณนี้ จะรอให้ฝ่ายมั่นคงทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องของประชาชนช่วยกันสอดส่องด้วย เพราะมีความเสี่ยงทั้งสิ้น

CR:มติชน