ผู้นำอินเดียชี้ ‘กฎหมายสัญชาติ’ สร้างความปลอดภัย

อังคารที่ 17 ธันวาคม 2562 เวลา 07.40 น. เดลินิวส์

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กล่าวว่ากฎหมายสถานภาพพลเมืองฉบับใหม่ ที่อนุญาตให้ผู้อพยพผิดกฎหมายซึ่งหลบหนี “การกดขี่” มีสิทธิ์ยื่นขอสัญชาติได้ คือการแสดงให้เห็นว่าอินเดีย “เป็นสถานที่ปลอดภัย” และยืนยันว่ากฎหมายนี้ “ไม่กระทบชาวอินเดีย”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย กล่าวเมื่อวันจันทร์ ว่ากฎหมายว่าด้วยสถานภาพพลเมืองฉบับใหม่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมฉบับปี 2498 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีราม นาถ โกวินท์ ลงนามอนุมัติ เพียงไม่กี่วันหลังการลงมติเห็นชอบของรัฐสภา “ไม่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองอินเดีย ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม” และกฎหมายนี้จะช่วยให้อินเดีย “เป็นสถานที่ปลอดภัย” ทั้งสำหรับพลเมืองส่วนใหญ่ที่เป็นชาวฮินดู และผู้นับถือศาสนาอื่นด้วย สถานการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการปลุกระดมโดย “กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์” เพียงบางกลุ่มเท่านั้น

  ทั้งนี้ สาระสำคัญกฎหมายสถานภาพพลเมืองอินเดียฉบับใหม่ คือการมอบสัญชาติอินเดียให้กับผู้อพยพผิดกฎหมายและชนกลุ่มน้อย “ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิม” จากอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ และปากีสถาน ซึ่งมีการระบุว่าเพื่อเป็นการ “ปกป้องการกดขี่ข่มเหง” ใน 3 ประเทศดังกล่าว แม้ประชาชนจาก 3 ประเทศที่มีสิทธิขอสัญชาติต้องแสดงหลักฐานชัดเจนว่าเดินทางเข้ามาอาศัยในอินเดียก่อนปี 2558 แต่การกำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า “ยกเว้นชาวมุสลิม” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กฎหมายอินเดียจำแนกการมอบสัญชาติ “ตามการนับถือศาสนา” เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายว่า “เป็นการเลือกปฏิบัติ” และกีดกันทางศาสนา อีกทั้งไม่เป็นไปตามหนึ่งในพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอินเดีย ที่ระบุหลักการ “โลกวิสัย” หมายถึง “ความเป็นกลางทางศาสนา”

ขณะที่สถานการณ์ประท้วงต่อต้านขยายวงกว้างจากกลุ่มรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีปัญหาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วในเรื่องผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ ออกไปยังภูมิภาคอื่นรวมถึงกรุงนิวเดลีที่อยู่ทางเหนือ โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้มีการปะทะกันอย่างหนักระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วงในเมืองหลวงที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมจำนวนมาก ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากการประท้วงที่เริ่มขึ้นในรัฐอัสสัมอยู่ที่อย่างน้อย 6 คน.

เครดิตภาพ : REUTERS, AP

CR: เดลินิวส์