สหรัฐ-จีน’บรรลุข้อตกลงขั้นต้น’ทางการค้าระงับขึ้นภาษี

เสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 08.24 น. เดลินิวส์


สหรัฐและจีนเห็นชอบข้อตกลงทางการค้า “ขั้นแรก” เพื่อลดความรุนแรงของสงครามการค้า โดยระงับการขึ้นภาษีครั้งใหม่ต่อกัน และมีมาตรการผ่อนปรนทางการค้าเพิ่มเติมตามความต้องการของอีกฝ่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ ระงับการขึ้นภาษี 15% ต่อสินค้าจากจีนมูลค่า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.83 ล้านล้านบาท ) ซึ่งตามกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันอาทิตย์ที่ 15 ธ.ค. นี้  และลดกำแพงภาษีต่อสินค้าจีนมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3.62 ล้านล้านบาท ) จาก 15% ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ลงมาอยู่ที่ 7.5% ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวด้วยว่าจีนจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ “เป็นจำนวนมหาศาล” โดยแนวทางดังกล่าวเป็นไปตาม “ข้อตกลงเบื้องต้น” ในการลดความรุนแรงของข้อพิพาททางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี

การประกาศของทรัมป์เกิดขึ้นไม่นาน หลังนายเหลียว หมิน รมช.กระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงว่าจีนจะระงับการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าของสหรัฐที่เตรียมไว้ใช้ในวันที่ 15 ธ.ค. เช่นกัน และการเห็นชอบร่วมกันในหลักการกับรัฐบาลวอชิงตัน ในเรื่องการยกระดับกฎมายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การขยายขอบเขตตลาดเสรี และการปกป้องสิทธิพื้นฐานในการทำธุรกิจของบริษัทต่างชาติในจีน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งยังไม่ได้ให้ข้อมูลชัดเจน ว่าจะลดกำแพงภาษีปัจจุบันต่อสินค้าของสหรัฐหรือไม่ และรายละเอียดของการสั่งซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ แต่สื่อท้องถิ่นหลายแห่งในอเมริการายงานว่า จีนเตรียมเพิ่มโควตาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอีก 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.51 ล้านล้านบาท )

ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวด้วยว่า การเจรจาการค้า “ขั้นที่สอง” ระหว่างสหรัฐกับจีนจะเดินหน้าต่อทันที แม้ข้อตกลง “ขั้นแรก” จะยังไม่ได้ลงนามก็ตาม แต่รัฐบาลปักกิ่งยังรักษาท่าทีด้วยการกล่าวว่า การเจรจาขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของความตกลงขั้นแรก ซึ่งในตอนนี้จีนมองว่ายังเป็นไปตามเป้าหมายของตัวเอง ในการเพิ่มการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ตามแผนยุทธศาสตร์ “เมด อิน ไชนา 2025” ที่ต้องการพลิกโฉมประเทศจากการเป็น “โรงงานผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ” ให้กลายเป็น “แหล่งผลิตสินค้านวัตกรรมของโลก”.

เครดิตภาพ : AP

CR: เดลินิวส์