สหรัฐเตรียมขึ้นภาษีสินค้าอียู จากปมพิพาทแอร์บัส

พฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2562 เวลา 15.33 น. เดลินิวส์

รัฐบาลวอชิงตันประกาศเตรียมขึ้นภาษีสินค้าของสหภาพยุโรปหลายประเภท ในอัตราระหว่าง 10%-25% รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องบินแอร์บัส หลังองค์การการค้าโลกตัดสินว่าอียูอุดหนุนภาษีแอร์บัสอย่างไม่เป็นธรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ว่าสำนักงานผู้แทนการค้าของรัฐบาลวอชิงตันออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี เรื่องการเตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป ( อียู ) มูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 229,387.5 ล้านบาท ) ในอัตราระหว่าง 10% ถึง 25% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.นี้เป็นต้นไป เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) พิพากษาเป็นคุณแก่สหรัฐ ว่าอียูอุดหนุนภาษีแอร์บัสอย่างไม่เป็นธรรม และ “อนุมัติ” การขึ้นภาษีจากสินค้ามูลค่าดังกล่าว

ทั้งนี้ การเตรียมใช้มาตรการกำแพงภาษีครั้งใหม่ของรัฐบาลวอชิงตัน เป็นผลจากการต่อสู้กันทางการค้าที่ยาวนานกว่า 15 ปี ระหว่างสหรัฐกับยุโรปผ่านดับเบิลยูทีโอ เกี่ยวกับมาตรการที่ต่างฝ่ายต่างใช้ในการทุ่มตลาดและภาษีอุดหนุนสินค้าอากาศยานของแต่ละฝ่าย คือ เครื่องบินโดยสาร โบอิ้งและเครื่องบินโดยสารแอร์บัส โดยอียูยื่นคำร้องก่อนเมื่อปี 2547 และดับเบิลยูทีโอเคยมีคำพิพากษาเมื่อปี 2555 ว่าการที่รัฐบาลวอชิงตันยกเว้นภาษีหรือเก็บภาษีอัตราต่ำจากโบอิ้งประมาณปีละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3,058.4 ล้านบาท ) นั้นผิดกฎเกณฑ์ เนื่องจากเป็นการลดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าจากแอร์บัสในตลาดอเมริกา

แม้รายงานของดับเบิลยูทีโอเมื่อปี 2560 ระบุว่าสหรัฐปฏิบัติตามคำสั่งได้ 28 จาก 29 ข้อ แต่ข้อสุดท้ายซึ่งไม่มีการเปิดเผยชัดเจนต่อสาธารณะ และคาดว่าทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงกันเองลับหลัง ขณะที่สินค้าจากอียูซึ่งจะเผชิญกับกำแพงภาษี 10% รวมถึงอากาศยานของแอร์บัสทั้งแบบประกอบเสร็จแล้วและชิ้นส่วน ซึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งโรงงานผลิตและประกอบสินค้าของแอร์บัส แต่กำแพงภาษีดังกล่าวจะยกเว้นสำหรับโรงงานของแอร์บัสในรัฐแอละบามา ที่ผลิตและประกอบชิ้นส่วนเครื่องบินบางชิ้นให้กับโบอิ้ง

ด้านสินค้าของอียูซึ่งจะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีในอัตราสูงสุด 25% รวมถึงเนยแข็งหรือชีสนานาชนิด ไวน์จากฝรั่งเศส สกอตวิสกี้ และไอริชวิสกี้ อย่างไรก็ตาม นายโรเบิร์ต ไลธิเซอร์ ผู้แทนเจรจาการค้าของสหรัฐ ยังคงกล่าวแสดงความหวังว่า “จะประนีประนอมกันได้” ในเวลาเดียวกัน เยอรมนียังแสดงท่าทีเพียงว่า “กำลังศึกษาคำตัดสินของดับเบิลยูทีโอและประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบที่สุด” ส่วนรัฐบาลสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์เชิงตัดพ้อโดยยกเรื่องเบร็กซิตมาเป็นประเด็น

อนึ่ง มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐต่ออียูครั้งนี้ถือเป็น “การขยายแนวรบทางการค้า” ต่อจากประเด็นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมอันร้อนแรงตลอดปีที่แล้ว นอกจากนี้ กำหนดการขึ้นภาษีสินค้าจีนมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 7.64 ล้านล้านบาท ) ในอัตราภาษีจากเดิม 25% เป็น 30% จะมีผลในวันที่ 15 ต.ค.นี้.

CR: เดลินิวส์