ชาวแคชเมียร์ประท้วงการ ‘ปิดตาย’ ของรัฐบาลอินเดีย

เสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2562 เวลา 08.14 น. เดลินิวส์

กองทัพอินเดียยังคงคุมเข้มทั่วทุกพื้นที่ในรัฐชัมมูร์และกัศมีร์ แม้ผ่อนคลายเคอร์ฟิวลงบ้างเมื่อวันศุกร์ เพื่อให้ประชาชนออกมาประกอบศาสนกิจ แต่ในเวลาเดียวกันการประท้วงต่อต้านมาตรการของรัฐบาลกลางเริ่มมากขึ้น ซึ่งชาวท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นการกดขี่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองศรีนคร ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่ารัฐบาลกลางในกรุงนิวเดลีผ่อนคลายคำสั่งเคอร์ฟิวซึ่งบังคับใช้ทั่วทั้งรัฐชัมมูและกัศมีร์ หรือภูมิภาคแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย เมื่อวันศุกร์ เพื่อให้ศาสนิกชนออกมาปฏิบัติศาสนกิจตามมัสยิด แต่บรรยากาศโดยทั่วไปยังคงอึมครึมและตึงเครียด โดยมีทหารจำนวนมากเดินลาดตระเวน ยืนประจำการและตั้งด่านตรวจอยู่แทบทุกหัวมุมถนน โดยเฉพาะในเมืองศรีนคร ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐชัมมร์และกัศมีร์ ที่โลกสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรของอินเดีย ผ่านกฎหมายยกเลิกมาตรา 370 เพื่อเพิกถอน “สถานะพิเศษ” ในการเป็นเขตปกครองตนเองของรัฐแห่งนี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา และเตรียมแบ่งเป็น 2 รัฐใหม่

อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนคำสั่งเคอร์ฟิวมีผลเพียงชั่วคราว เพราะหลังจากนั้นประชาชนต่างเดินทางกลับเข้าที่อยู่อาศัยของตัวเอง แม้การเดินขบวนประท้วงของประชาชนเริ่มรุนแรงมากขึ้น อาทิในเขตโมจูของเมืองศรีนคร ซึ่งไม่พอใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยกกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในเวลาอันรวดเร็ว

ขณะที่นายชาห์ มาห์มูด คูนายชาห์ มาห์มูด กูเรชี รมว.กระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นการด่วนเมื่อวันศุกร์ แน่นอนว่าเพื่อพบหารือกับนายหวัง อี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศจีน เกี่ยวกับสถานการณ์ในแคชเมียร์ ซึ่งนอกจากทั้งปากีสถานและอินเดียต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือ “ดินแดนทั้งหมด” ในภูมิภาคดังกล่าวแล้ว หากการแบ่งรัฐใหม่เกิดขึ้นจริง รัฐลาดักห์ซึ่งจะเป็นการแบ่งพื้นที่บางส่วนจากรัฐชัมมูและกัศมีร์ที่จะมีขนาดเล็กลง มีแนวโน้มสูงที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดมห้กับความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับจีน เพราะการปักปันเขตแดนในบริเวณนี้ “ยังไม่ลงตัว” แต่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย แถลงเมื่อวันศุกร์ ว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้คือเพื่อควบคุมและปราบปรามการก่อการร้ายและแนวคิดแบ่งแยกดินแดน และสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ “ตามขั้นตอน” และจะ “ดีกว่าเดิม”.

เครดิตภาพ : REUTERS,AP

CR:เดลินิวส์