หนี้สินสุทธิบริษัททั่วโลกมีแนวโน้มลดลง เหตุดอกเบี้ยสูงสกัดดีมานด์กู้ยืม

infoquest

ผลสำรวจบริษัทชั้นนำ 900 แห่งทั่วโลกซึ่งจัดทำโดยเจนัส เฮนเดอร์สัน (Janus Henderson) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกของอังกฤษ-สหรัฐพบว่า หนี้สินสุทธิของบริษัทเอกชนทั่วโลก ลดลง 1.9% แตะที่ระดับ 8.15 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2564 เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นส่งผลให้ความต้องการระดมทุนใหม่ลดน้อยลง และจากการที่บริษัทเอกชนมีเงินสดหมุนเวียนที่แข็งแกร่ง หลังจากธนาคารกลางใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถชำระคืนหนี้สินคงค้างได้

ผลสำรวจบ่งชี้ว่า หนี้สินสุทธิของบริษัททั่วโลกมีแนวโน้มลดลงราว 2.70 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2565 เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ มีความระมัดระวังในการกู้ยืมมากยิ่งขึ้น หลังจากธนาคารกลางหลายแห่งพากันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยผลสำรวจดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานการวิเคราะห์งบดุลบัญชีประจำปีของบริษัทเอกชนเหล่านั้น ณ วันที่ 1 มิ.ย. 2565

อย่างไรก็ดี ขณะที่การกู้ยืมของบริษัททั่วโลกมีแนวโน้มลดลง แต่บริษัทในสหรัฐกลับมีหนี้สินสุทธิเพิ่มขึ้น 0.5% ในปี 2564 โดยผลสำรวจระบุว่า มีบริษัทสหรัฐเพียง 1 ใน 6 ที่มีเงินสดสุทธิในงบดุลบัญชี เมื่อเทียบกับเกือบ 1 ใน 3 ในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก”

ธนาคารกลางทั่วโลกได้อัดฉีดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นตามมานั้น ได้ทำให้ธนาคารกลางเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมากก็ตาม

ทั้งนี้ หนี้สินของบริษัทเอกชนทั่วโลกลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2557/2558 นำโดยบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงาน เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้บริษัทน้ำมันและก๊าซ ลดการกู้ยืมลงประมาณ 1.55 แสนล้านดอลลาร์

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์