ไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ระบาดในสหรัฐมากกว่า 70% แล้ว

infoquest

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐเปิดเผยว่า นับจนถึงวันที่ 2 ก.ค. ไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 กำลังแพร่ระบาดในสหรัฐในอัตราส่วนสูงถึง 70.1% ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ

ส่วนในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 มิ.ย. การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ในสหรัฐมีอัตราส่วน 52% โดยไวรัสสายพันธุ์ย่อยทั้งสองชนิดได้ถูกรวมอยู่ในรายการไวรัสที่ต้องจับตาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในเดือนมี.ค. และถูกระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่ CDC ในยุโรปมีความกังวล

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ ได้ออกคำแนะนำให้บรรดาบริษัทผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เร่งปรับสูตรวัคซีนเข็มบูสเตอร์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5

ด้านบริษัทโมเดอร์นาเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่า วัคซีนโควิด-19 รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนนั้น สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในการป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ซึ่งได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ วัคซีนที่ปรับปรุงใหม่ซึ่งโมเดอร์นาหวังว่าจะได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นในฤดูใบไม้ร่วงนั้น เป็นวัคซีนชนิดไบวาเลนต์ (bivalent vaccine) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 สองสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งได้แก่สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในปี 2563 และสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โมเดอร์นาวางแผนที่จะยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานด้านกฎระเบียบของสหรัฐ เพื่อใช้วัคซีนดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า mRNA-1273.214 ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ (ก.ย.-พ.ย.)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์