เซี่ยงไฮ้บรรลุเป้าหมายปลอดผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชนติดต่อกัน 3 วัน

infoquest

เซี่ยงไฮ้ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในชุมชนติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ซึ่งถือเป็นการบรรลุเป้าหมายสำคัญที่ทางการเซี่ยงไฮ้กำหนดไว้เพื่อเป็นเกณฑ์สำหรับการเริ่มต้นผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ที่บังคับใช้มานานกว่า 6 สัปดาห์แล้ว

ทั้งนี้ นางซง หมิง รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้แถลงวานนี้ว่า พื้นที่ 15 เขตจากทั้งหมด 16 เขตของเซี่ยงไฮ้สามารถขจัดการแพร่เชื้อโควิด-19 ในกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ได้กักตัวเป็นผลสำเร็จ

“การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเมืองของเราอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเต็มที่แล้ว โดยการบังคับใช้มาตรการป้องกันนั้นประสบความสำเร็จเกินคาด” นางซงกล่าว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เซี่ยงไฮ้ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จำนวน 823 คนในวันจันทร์ (16 พ.ค.) ซึ่งลดลงจาก 938 คนในวันอาทิตย์ โดยก่อนหน้านี้ทางการเซี่ยงไฮ้ได้กำหนดให้การไม่มีการแพร่เชื้อโควิด-19 ในชุมชนติดต่อกัน 3 วันเป็นเงื่อนไขเพื่อเริ่มผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์อันเข้มงวดและฟื้นฟูกิจกรรมธุรกิจในวงกว้าง

นางซงกล่าวว่า เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของจีน ตั้งเป้ากลับมาใช้ชีวิตตามปกติและเดินสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งภายในช่วงกลางถึงปลายเดือนมิ.ย. โดยรถแท็กซี่และรถยนต์ส่วนบุคลสามารถกลับมาวิ่งบนถนนในบางพื้นที่ได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่รถไฟและรถโดยสารประจำทางจะกลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.

การที่จีนยึดมั่นต่อนโยบายโควิดเป็นศูนย์ เช่นการล็อกดาวน์ของเซี่ยงไฮ้และการบังคับใช้มาตรการจำกัดในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศนั้น ได้บั่นทอนทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การใช้จ่ายผู้บริโภคไปจนถึงการผลิตในจีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายผู้บริโภคในเดือนเม.ย.ร่วงสู่ระดับอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานเมื่อวานนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย.ของจีนร่วงลง 11.1% ในเดือนเม.ย. ซึ่งย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 6.1% และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.ลดลง 2.9% สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4%

ส่วนอัตราว่างงานของจีนในเดือนเม.ย.พุ่งขึ้นแตะระดับ 6.1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2563 จากระดับ 5.8% ในเดือนมี.ค. และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 6.8% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 7%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์