มาเลเซียตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปาล์มใน EU ขณะทั่วโลกเผชิญภาวะขาดแคลน

infoquest

มาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสองของโลกประกาศในวันนี้ว่า มาเลเซียกำลังวางแผนใช้ประโยชน์จากภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์มทั่วโลกและความตึงเครียดทางการเมืองในยุโรป เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม หลังบรรดาผู้ซื้อหลีกเลี่ยงการสั่งซื้อน้ำมันปาล์มมาเลเซียเนื่องจากความวิตกกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า น้ำมันปาล์มนั้นมีประโยชน์สำหรับการนำไปผลิตสินค้าแทบทุกประเภทตั้งแต่ลิปสติกไปจนถึงก๋วยเตี๋ยว แต่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตชั้นนำ ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตร หลังถูกกล่าวหาเรื่องการแผ้วถางป่าและการเอาเปรียบแรงงานต่างด้าวเพื่อเร่งขยายการเพาะปลูกปาล์ม

นางซูไรดา คามารุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์มาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า “มาเลเซียไม่ต้องการปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้สูญเปล่า โดยถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะเพิ่มความพยายามในการต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อซึ่งบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของน้ำมันปาล์มและแสดงให้ผู้คนเห็นถึงคุณประโยชน์มากมายที่น้ำมันปาล์มมีต่อสุขภาพ”

นางซูไรดาระบุว่า ราคาน้ำมันปาล์มโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 และอุปสงค์ของสหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะใกล้เนื่องจากอุปทานน้ำมันดอกทานตะวันและน้ำมันถั่วเหลืองตึงตัว

ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันดอกทานตะวันจากผลพวงของกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครนนั้น ได้กระตุ้นอุปสงค์น้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง เนื่องจากบรรดาผู้นำเข้าแสวงหาอุปทานทดแทน ซึ่งหนุนให้ตลาดน้ำมันพืชมีความร้อนแรง

นอกจากนี้ นางซูไรดากล่าวด้วยว่า มาเลเซียจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ครั้งนี้ โดยรัฐบาลจะใช้ “ความพยายามและการส่งเสริมเชิงรุก” เพื่อเติมเต็มช่องว่างอุปทานโลกในระยะยาว

มาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งผลิตน้ำมันปาล์มรวมกันในสัดส่วนสูงถึง 85% ของผลผลิตน้ำมันปาล์มโลก ยืนยันว่า การออกมาตรการจำกัดเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มของ EU นั้นถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ มาเลเซียและอินโดนีเซียได้แยกกันยื่นคำร้องเรื่องดังกล่าวต่อองค์การการค้าโลก (WTO)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์