กกร. คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 0.5-1.5% ส่วนปี 65 โต 3-4.5% จับตา `โอไมครอน`

8 ธ.ค. 64 14:46 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  กกร. คงเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 0.5-1.5% ส่วนปี 65 ขยายตัว 3-4.5% พร้อมเพิ่มเป้าส่งออกปีนี้ขยายตัว 13-15% จากเดิม 12-14% ส่วนปี 65 ขยายตัว 3-5% รับการเปิดประเทศตั้งแต่ พ.ย.64 หนุนภาคท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่จับตาการระบาดโควิด “โอไมครอน” ใกล้ชิด หวั่นเป็นความเสี่ยงใหม่

  นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ะบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ขณะนี้บ่งชี้ว่าสายพันธุ์โอมิครอนแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และ สามารถติดต่อไปยังผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว ส่งผลให้หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการจำกัดการเดินทางหรือมาตรการจำกัดกิจกรรมอีกครั้ง

  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยทั้งภาคการส่งออกและ ภาคบริการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในช่วง พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ “โอมิครอน” อาจทำให้การฟื้นตัวต่อจากนี้ไปได้รับผลกระทบ และ ต้องล่าช้าออกไป โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่งเริ่มรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังการเปิดประเทศเมื่อ 1 พ.ย. ดังนั้น “โอมิครอน” จึงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 65

  นอกเหนือจากความท้าทายที่มีอยู่เดิม ดังนั้นจำเป็นต้องจับตาปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความรวดเร็วของการแพร่ระบาด ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

  สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นในปี 65 แม้การระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในระดับสูง และ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการด้านสาธารณสุข และ การเข้า-ออก ประเทศที่มีความเข้มงวด

  อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเห็นว่าไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปทุกภาคส่วนควรปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดในระลอกใหม่ซ้ำเติม เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นได้ชัดจากบทเรียนของการล็อกดาวน์ว่า มีต้นทุนต่อเศรษฐกิจ และสังคมสูงมากทั้งผลกระทบโดยตรงจากการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และทางอ้อมจากการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และ ผู้ประกอบการ

  นอกจากนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 65 จำเป็นต้องมีนโยบายสำหรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นที่การฟื้นตัวล่าช้าออกไปภาคธุรกิจยังคงฟื้นตัวไม่พร้อมเพรียงกัน (K-shaped recovery) มาตรการพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อของครัวเรือน รวมถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่มีความต่อเนื่องยังคงมีความจำเป็น

  นอกจากนี้ สำหรับปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวควรแก้ไขโดยเร่งขึ้นทะเบียน และ มีการจัดสรรวัคซีนให้ เพราะในขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีปริมาณวัคซีนที่เพียงพอมากขึ้น โดยในระหว่างนี้ต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนรีบมาฉีดวัคซีน เพราะอัตราผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ส่วนใหญ่มาจากคนที่ไม่ได้รับวัคซีน

  สำหรับปี 65 เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ ที่ประชุม กกร. จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 65 จะขยายตัวได้ในกรอบ 3.0% ถึง 4.5% สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่ปีหน้าน่าจะเติบโตที่ 4-5% ในขณะที่ปีนี้ 0.5-1.5%

  ขณะที่ประมาณการการส่งออกในปี 65 ว่าจะขยายตัวในกรอบ 3.0% ถึง 5.0% ซึ่งมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทำให้การส่งออกจะมีการขยายตัวต่อจากปีนี้ ส่วนปีนี้ปรับส่งออกขึ้นมาอยู่ที่ 13-15% จากเดิม 12-14%

  ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 65 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.2% ถึง 2.0% จากปีนี้ 1-1.2% ซึ่งมาจากแนวโน้มของสินค้า Commodities มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น และ ปีหน้าสิ่งที่ต้องจับตามองอีกเรื่องคือ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเรื่อง Geopolitics ของหลายประเทศ

  ทั้งนี้ กกร. ยังได้มีการหารือในประเด็นสำคัญเพิ่มเติม เรื่องการเร่งปฏิรูปกฎหมาย (กีโยติน) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง โดย กกร.ร่วมกับ คณะกรรมการกิโยติน และ คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ ซึ่งทาง กกร จะมีการแถลงความคืบหน้าของการทำงานร่วมกันอีกครั้ง

  อีกทั้ง กกร. ได้หารือ และ พิจารณาร่างประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เกี่ยวกับเรื่องเช่าซื้อรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ ที่ได้มีการปรับปรุงล่าสุด (ฉบับที่ 2) ยังมีความกังวลในด้านการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยรถยนต์ใช้แล้วและรถจักรยานยนต์ รวมถึงเงื่อนไขการคืนรถ จบหนี้

  ซึ่งยังส่งผลกระทบวงกว้างเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำ และ ภาคบริการ ตลอดจนการจ้างงาน จึงขอเสนอให้ สคบ.พิจารณาให้เป็นไปตามข้อเสนอของ กกร. ตามหนังสือลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 64

  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานส.อ.ท. เปิดเผยว่า ทางภาครัฐจะเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 16 ธ.ค. 64 ในกรณีกำหนดเพดานดอกเบี้ย โดยทางสคบ. กำหนดดอกเบี้ยรถยนต์มือ 2 ไว้ที่ 20% ในขณะที่ทางกกร. เสนอไว้ที่ 24% ส่วนรถจักรยานทางสคบ. กำหนดไว้ที่ 20% ในขณะที่ทางกกร. เสนอไว้ที่ 36% ส่วนรถยนต์มือ 1 ดอกเบี้ย 15% อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่แล้ว

  ”เป็นเรื่องที่ดีที่จะกำหนดเพดานดอกเบี้ย แต่ต้องคำนึงผลกระทบที่จะเกิดเป็นลูกโซ่ด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า มีลีสซิ่งที่อยู่ตามต่างจังหวัด และ ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ย 30-40% และ ยังมีการขาดทุนจากการยึดรถ 37% และ ที่สำคัญคนส่วนใหญ่ที่ซื้อมอเตอร์ไซค์จะนำไปประกอบอาชีพ โดยเฉพาะพวกขนส่ง”นายสุพันธุ์ กล่าว

  นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นสิ่งที่ดี และ เหมาะสม เนื่องจากจะมีการเปิดเผยข้อมูลถึงต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละแห่ง เพื่อหาแนวทาง และ กำหนดกรอบเพดานดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่เป็นการช่วยเหลือประชาชน

  นอกจากนี้ ทางกกร. เห็นชอบในการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนมูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการระดมเงินบริจาคจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุน SME ในการสร้าง Innovation ใหม่ๆ โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับภาคเอกชน ในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปี (65 – 67) เป็นเงิน 2,000 ล้านบาท โดยภาคเอกชนเสนอภาครัฐให้สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้

รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai