กนง.เปิดรายงานประชุมล่าสุด คาดศก.ปี 64 โต 0.7% ส่วนปี 65 โต 3.9%

24 พ.ย. 64 15:40 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

   กนง.เปิดรายงานการประชุมครั้งล่าสุด คาดศก.ไทยปี64 โต 0.7% -ปี 65 โต 3.9% ใกล้เคียงประมาณการครั้งก่อน มองราคาน้ำมันทยอยลดลง Q1/65 หวั่นศก.ไทยยังเปราะบาง จับตาโควิด -การจ้างงาน -มาตรการรัฐ ด้านเงินเฟ้อคาดยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย

   รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 7/64  เมื่อวันที่ 10 พ.ย.64 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 64 และปี 65 จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ครั้งก่อน โดยการประมาณการครั้งก่อนประเมินจีดีพีปี 64 ไว้ที่ระดับ 0.7% และปี 65 คาดขยายตัวได้ 3.9% จากการใช้จ่ายในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น หลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด

   ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในเดือนต.ค. กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่มากนัก โดยภาครัฐมีมาตรการช่วยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายบางส่วน ในระยะต่อไป สถานการณ์การระบาดที่ดีขึ้นและแนวโน้มการกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมายของรัฐที่ 70% ในสิ้นปี จะช่วยให้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจปรับลดลง และสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้เร็วขึ้น แม้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากนักท่องเที่ยวเอเชียที่เดินทางระยะใกล้ และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักยังต้องถูกกักตัว เมื่อกลับจากไทยไปอีกระยะหนึ่ง

   รวมถึงจีนยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกนอกประเทศ จึงคาดว่าแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังใกล้เคียงประมาณการเดิมที่ 1.5 แสนคนในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปีหน้า

   สำหรับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ คาดว่าจะแผ่วลงหลังจากที่ได้เร่งไปในช่วงก่อนหน้าและตามการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ด้านการส่งออกมีแนวโน้มชะลอบ้างตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ ตลาดแรงงานมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากรายได้ของผู้ประกอบการอาชีพอิสระและลูกจ้างภาคบริการที่ฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

   ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชั่วคราวตามปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงานโลกที่คาดว่าจะปรับลดลงในช่วงต้นปีหน้า ทั้งนี้การส่งผ่านต้นทุนจากราคาพลังงานโลกยังมีไม่มาก เนื่องจาก ราคาพลังงานในประเทศมีกลไกกองทุนน้ำมันช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม ประกอบกับมีมาตรการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)

   ทั้งนี้ คาดว่าราคาพลังงานโลกจะปรับลดลงหลังไตรมาส 1/65 เนื่องจากพ้นช่วงฤดูหนาวทั่วโลกและอุปทานน้ำมันจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตหลักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนต้นทุนผู้ประกอบการที่สูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก และปัญหา global supply disruption คาดว่าจะส่งผ่านมายังอัตราเงินเฟ้อมไมาก เนื่องจากกำลังซื้อยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ยาก และแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง

   นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเกิดจากการปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการ เช่น ราคาน้ำมัน โดยยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่มีความเสี่ยงสูงหากราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงนานกว่าประเมินไว้ และข้อจำกัดด้านอุปทานในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อ

   สำหรับคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะ 1 ปีข้างหน้า ณ เดือน ต.ค. ของผู้ประกอบการอยู่ที่ 1.9% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อล่าสุดเดือนต.ค.ที่อยู่ที่ 2.4% สำหรับการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.8% ซึ่งยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมายระยะกลางที่ 1-3%

   ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเปราะบางและมีความไม่แน่นอน โดยต้องติดตามพัฒนาการของการระบาดหลังการเปิดประเทศ ซึ่งการฟื้นตัวและการจ้างงานในระยะถัดไปจะแตกต่างกันทั้งในมิติของธุรกิจและพื้นที่ ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ หลังจากมาตรการที่ออกมาในช่วงก่อนหน้าทยอยสิ้นสุดลง

   นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า หากราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ หรือต้นทุนการผลิตหลายประเภทเพิ่มขึ้นพร้อมกัน อาจทำให้ผู้ผลิตปรับขึ้นราคาสินค้าได้

   ขณะเดียวกัน คณะกรรมการเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวตามราคาพลังงานโลก แต่ยังมีความเสี่ยงที่ราคาพลังงานโลกอาจอยู่ในระดับสูงนากว่าที่ประเมินไว้ จึงให้ติดตามพัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อใกล้ชิด โดยกรรมการบางส่วนกังวลว่าราคาพลังงานโลกอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในระยะยาว

   ด้านโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจ นั้น คณะกรรมการเห็นว่าการดูแลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สะดุดลง เนื่องจากเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย เช่น การระบาดระลอกใหม่ ความต่อเนื่องของมาตรการ และการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน โดยคณะกรรมการจะติดตามและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

   ส่วนในระยะต่อไป มาตรการการคลังควรสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างตรงจุด และพิจารณาปรับสมดุลระหว่างการเยียวยาและฟื้นฟูโดยเน้นมาตรการฟื้นฟูและสร้างรายได้ รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ด้านนโยบายการเงิน มองว่าจะช่วยสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยสภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง และต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำ

   ขณะที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ตามปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและการเปิดประเทศที่เร็วกว่าคาด ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้าควรติดตามความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย โดยคณะกรรมการเห็นว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

Cr.efinancethai