WHO เตือนยอดตายโควิดในยุโรป-เอเชียกลางจ่อทะลุ 2.2 ล้านรายภายในมี.ค.ปีหน้า

infoquest

องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในภูมิภาคยุโรปและเอเชียกลางอาจจะพุ่งแตะระดับมากกว่า 2.2 ล้านรายภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า ขณะที่หลายประเทศยังคงต่อสู้กับการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นของไวรัสโควิด-19 สายพันธ์เดลตา

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า สำนักงานของ WHO ประจำยุโรปได้เผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดเมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) ในช่วงเวลาที่ 53 ประเทศของภูมิภาคดังกล่าวมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทะลุ 1.5 ล้านรายแล้ว โดยขณะนี้ไวรัสเดลตาได้กลายมาเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งในยุโรปและเอเชียกลาง ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคแห่งนี้มียอดผู้เสียชีวิตรายวันเกือบ 4,200 ราย เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน ณ สิ้นเดือนก.ย.

ทั้งนี้ สำนักงาน WHO ประจำยุโรปตั้งอยู่ในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งทำภารกิจที่ครอบคลุมยุโรป รวมทั้งอิสราเอล, ตุรกี และประเทศในเอเชียกลางซึ่งได้แก่คาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสสถาน, เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน

ดร.ฮานส์ เฮนรี คลูจ ผู้อำนวยการ WHO ประจำภูมิภาคยุโรปกล่าวว่า “การที่จะใช้ชีวิตร่วมกับไวรัสและดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปให้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฉีดวัคซีนด้วย ซึ่งหมายความว่าต้องฉีดวัคซีนตามโดสมาตรฐาน และต้องฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์เมื่อรัฐบาลกำหนด นอกจากนี้ ยังต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันให้เป็นวิถีชีวิตปกติ”

WHO ประจำภูมิภาคยุโรประบุว่า การที่ไวรัสโควิด-19 สายพันธ์เดลตาแพร่ระบาดครั้งใหม่นั้น มีสาเหตุมาจากประชาชนในภูมิภาคไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และจากการที่หลายประเทศยกเลิกคำสั่งสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างทางสังคม แม้ว่า WHO ได้เตือนก่อนหน้านี้ว่า สภาพอากาศในฤดูหนาวจะเป็นตัวกระตุ้นการระบาดในยุโรป เนื่องจากประชาชนรวมตัวกันภายในบ้านที่มีการระบายอากาศน้อย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไวรัสแพร่ระบาดได้ง่าย

ทั้งนี้ ดร.คลูจกล่าวว่า หลายประเทศสามารถหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการล็อกดาวน์และการเผชิญกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจได้ ด้วยการใช้มาตรการป้องกัน ซึ่งรวมถึงการสวมอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า, การเว้นระยะห่างทางสังคม ตลอดจนการตรวจหาเชื้อและการติดตามการติดเชื้ออย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ WHO ประจำภูมิภาคยุโรปยังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ พิจารณาการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปี เพื่อรับมือกับประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนที่ได้รับการฉีดไปแล้ว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์