สรท.ชี้ปีหน้าส่งออกไทย โต5% ส่วนปีนี้มั่นใจโต12%

02 พ.ย. 2564 เวลา 12:58 น. ฐานเศรษฐกิจ

รท. มั่นใจโค้งสุดท้ายส่งออกปีนี้โต 12% จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าระวางเรือ ค่าเงินบาทที่ผันผวน  โควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายมาก  แต่ยังมั่นใจส่งออกไทยปีหน้าขยายตัว5%

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)เปิดเผยว่า สรท. ยังคงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี้ เติบโต 12% และคาดการณ์ปี 2565 เติบโต 5% (ณ เดือนพฤศจิกายน 2564) ทั้งนี้ปัจจัยที่ยังน่าเป็นห่วงในช่วง3เดือนที่เหลือคือปัญหาค่าระวางเรือยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น Peak Season Surcharge (PSS) ส่งผลต่อภาระต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ผู้ส่งออกต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และปัญหา Space and Container allocation

ไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดตู้สินค้าตกค้างไม่สามารถส่งสินค้าได้ทันตามกำหนด , ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน โดยเฉพาะชิป, เหล็ก, น้ำมัน ส่งผลให้ภาคการผลิตเพื่อส่งออก ยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 4 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้การส่งออกไม่สามารถเติบโตได้ตามที่คาดการณ์

นอกจากนี้ สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในประเทศยังคงมีตัวเลขผู้ติดเชื้อในระดับสูง ขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาล็อคดาวน์จากการกลับมาระบาดของกลุ่มคลัสเตอร์ เช่น จีน สิงคโปร์ อังกฤษ รัสเชีย เป็นต้น ซึ่งแม้จำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมภายในประเทศไทยจะลดลงแต่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ภาคโรงงานอุตสาหกรรมต้องปรับเปลี่ยนเวลาในการทำงานเพื่อลดจำนวนพนักงานเข้าทำงานส่งผลกระทบต่อไลน์การผลิตเนื่องคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

สวนทางกับจำนวนพนักงานที่เข้าไลน์ผลิตได้บางส่วนภาครัฐต้องเร่งกระจายวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายวัคซีนสองเข็ม 50 ล้านคน ภายในสิ้นปี รวมถึงแรงงานในภาคการผลิตขาดแคลนต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนการจ้างงานปรับตัวสูงขึ้น กระทบการผลิตเพื่อส่งออกที่กำลังฟื้นตัวจากโควิด อีกทั้งกระบวนการทำงานภาครัฐยังไม่สอดคล้องกับ New Normal อาทิ ความล่าช้าในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ส่งออก (Vat Refund) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการ 

ทั้งนี้ สรท. มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการตลาด อย่างจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่โครงการ SMEs Pro-active เพื่อเพิ่มจำนวนครั้งการจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ (Virtual / Onsite exhibition 2022) ให้มากขึ้น  ด้านต้นทุนการประกอบธุรกิจ เช่นขยายระยะเวลาเงินช่วยเหลือลูกจ้างให้กับสถานประกอบการระดับ SMEs การสนับสนุนเงินช่วยเหลือ 3,000 บาทต่อคน เพื่อคงสถานะการจ้างงาน การลดต้นทุนพลังงานในประเทศ และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และเร่งปรับปรุงขั้นตอนการทำงานภาครัฐให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์และใช้ได้จริง

ด้านแรงงาน ยกเร่งระดับประสิทธิภาพแรงงานโดยเฉพาะสนับสนุนด้านภาษีและงบประมาณฝึกอบรมให้กับแรงงานและสถานประกอบการเพื่อ Re-skill และ Up-skill ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมภายใต้ New Normal   เร่งฉีดวัคซีนให้พนักงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้ครอบคลุมโดยเร็วและ ด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้สร้างความตระหนักรู้แก่ภาคธุรกิจ (Carbon Emission Awareness) รวมถึงการ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่นเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับการส่งออกในเดือนกันยายน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,036 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17.1% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,426.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 30.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนกันยายน 2564 เกินดุลเท่ากับ 609.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ9เดือน(มกราคม – กันยายน) เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 199,997.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.5% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 197,980.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 30.9ส่งผลให้ดุลการค้าของไทย เกินดุล 2,016.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Cr.ฐานเศรษฐกิจ