สศค.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 1% เซ่นโควิด ส่วนปี 65 ลุ้นโต 4% รับเปิดปท.

28 ต.ค. 64 12:50 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

   สศค. ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้เหลือโต 1% จากเดิมคาดโต 1.3% หลังโควิดช่วง Q3 รุนแรง ขณะที่ปี 65 คาดโต 4% อานิสงส์ส่งออก-เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ส่วนศก.เดือนก.ย.ยังโตต่อเนื่อง รับบริโภคเอกชน-ส่งออกโต 17.1% เป็นตัวหนุน

   นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 1% โดยอยู่ในช่วงคาดการณ์ 0.5-1.5% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 1.3% เนื่องจากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดระบอกใหม่ของโควิด-19 ในไตรมาส 3 รุนแรง ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จะชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา จากมาตรการควบคุมโรคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง

   ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 65 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% จากการส่งออก ที่ขายยตัวได้ต่อเนื่องและการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว

   อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับความคืบหน้าในการจัดหาและการกระจายวัคซีนให้กับประชาชน ทำให้ภาครัฐสามารถผ่อนคลายมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดลง รวมทั้งได้มีแผนเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นี้ เป็นต้นไป จะส่งผลให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ภาคการขนส่ง ธุรกิจผักผ่อนหย่อนใจและบันเทิง รวมถึงธุรกิจอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

   “เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/64 คาดว่าจะติดลบถึง 3.5% และเป็นบวกได้ 3% ในไตรมาส 4/64 แต่ทั้งนี้จะต้องติดตามการประกาศตัวเลขของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในเดือนพ.ย.อีกครั้ง”นายพรชัย กล่าว

   สำหรับการส่งออกปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 16.3% และปี 65 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8% ด้านการนำเข้าปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 29.3% ขณะที่ปี 65 คาดขยายตัวได้ 5.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1% และปี 65 อยู่ที่ 1.4% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้คาดอยู่ที่ 0.3% และปี 65 อยู่ที่ 0.4%
  
 โดยสมมติฐานการประมาณการเศรษฐกิจในครั้งนี้ ประกอบด้วย

   1.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 5.4% และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.8% โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ในหลายประเทศเริ่มคลี่คลาย และการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

   2.อัตราแลกเปลี่ยน โดยปีนี้ คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ 31.93 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 และเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ในปี 65 คาดว่าเงินบาทจะอ่อนตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 32.7 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับอิทธิพลจากการอ่อนค่ามากในช่วงปลายปี 64 และจะทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

   3.ราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 69.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับการรักษาระดับการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ ขณะที่ในปี 65 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยมากอยู่ที่ 68.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอุปทานน้ำมันดิบจากกลุ่ม OPEC+ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการใข้น้ำมัน

   4.จำนวนนักท่องเที่ยว โดยในปีนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 1.8 แสนคน โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 4/64 จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกประมาณ 1 แสนคน ตามแผนการเปิดประเทศของรัฐบาลตั้งแต่ 1 พ.ย. นี้ ขณะที่ในปี 65 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านคน โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศอาเซียน ยุโรป และสหรัฐ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเริ่มเข้าในช่วงครึ่งหลังของปี 65

   5.รายจ่ายภาคสาธารณะ โดยรายจ่ายภาคสาธารณะปี 64 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.04 ล้านล้านบาท เป็นผลจากเม็ดเงินของรายจ่ายปีงบประมาณ 64 งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ และพ.ร.ก.เงินกู้ เป็นสำคัญ ขณะที่ในปี 65 รายจ่ายภาคสาธารณะคาดว่าจะเบิกจ่ายได้มาอยู่ที่ 4.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่คาดวาจะกลับมาดำเนินการได้อย่างเป็นปกติ

    ในด้านการท่องเที่ยว ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การผ่อนคลายการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยยังคงมีข้อจำกัด บวกกับรัฐบาลของแต่ละประเทศยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ยังมีข้อจำกัดในการอนุญาตให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลจีนที่ยังคงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยเดินทางออกนอกประเทศในรูปแบบของกรุ๊ปทัวร์ได้

   ด้านแนวทางการเปิดประเทศในบางพื้นที่นำร่อง ยังต้องพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่นั้นๆ ขณะเดียวกันการเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่กักตัวยังคงต้องพิจารณาว่าเป็นปัจจัยเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 และการกระจายวัคซีนในประเทศนั้นๆด้วย รวมถึงแผนการจัดหาวัคซีนของไทยมีความชัดเจน และคืยหน้ามากขึ้น และหากสามารถดำเนินการได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชากรในช่วงท้ายของปี 64 ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในปี 65

   ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงต้องติดตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด และมาตรการการกระจายวัคซีน ความเชื่อมั่นต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบของตลาด และมติการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ในช่งงเดือนต่อไปด้วย

    ส่วนเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมามีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากเดือนก่อนหน้า ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยการส่งออกในเดือนก.ย. มีมูลค่า 23,036 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.1% ต่อปี

   โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี คือ สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และข้าว สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด สินค้าขั้นกลางหรือสินค้าวัตถุดิบ และสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้านการนำเข้าในเดือน ก.ย. ขยายตัวได้ 30.3% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนก.ย. เกินดุล 0.6 พันล้านดอลลาร์

   ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ย.อยู่ที่ 1.68% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.19% ต่อปี ด้านสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ส.ค. อยู่ที่ 57% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ย. อยู่ในระดับสูงที่ 244.7 พันล้านดอลลาร์

รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr.efinancethai