ภาคประชาชน-FTA WATCH บุกกระทรวงต่างประเทศ คัดค้านไทยเข้า CPTPP

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 – 11:35 น. ประชาชาติธุรกิจ

ภาคประชาชนด้านสุขภาพ และ FTA WATCH บุกกระทรวงต่างประเทศ คัดค้าน กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมชง CPTPP เข้า ครม . ส่อเอื้อนายทุน ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสถานการณ์ CPTPP เปลี่ยนไป รัฐบาลต้องศึกษาใหม่ให้รอบคอบ กลัวซ้ำรอย ความตกลง JTEPA

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน เครือข่ายความมั่นคงทางอาหารชุมชนเมือง และ FTA watch ได้มายื่นจดหมายถึง นายดอน ปรมัตถ์วินัยท่าน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่กำลังผลักดันอย่างหนักเพื่อให้ไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบในสัปดาห์หน้านั้น

โดยตนและครือข่ายได้ชี้แจงระหว่างการยื่นหนังสือว่า “ท่านรองนายกฯ ไม่สนใจข้อท้วงติงของหน่วยราชการ ภาควิชาการ สภาองค์กรของผู้บริโภคและภาคประชาสังคมอื่น รวมถึงข้อเสนอแนะหลักของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ว่า การเจรจาของรัฐบาลควรมีกรอบเจรจาที่เกิดจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหว หากเจรจาไม่ได้ตามที่ระบุไว้ ก็ไม่ควรเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง ซ้ำยังกดดันหน่วยราชการอื่น ๆ ให้ปรับลดประเด็นสีแดงเป็นสีเหลือง สีเหลืองเป็นสีเขียว โดยไม่คำนึกถึงผลกระทบอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ ในอดีตกระทรวงต่างประเทศก็เคยสร้างความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในการเจรจาความตกลง JTEPA ไทย-ญี่ปุ่น จากของเสียอันตรายที่อยู่ในพิกัดภาษีศุลกากรของ JTEPA เช่น ขี้แร่, ขี้ตะกอน, เศษอื่น ๆ ที่ได้จากการผลิตเหล็กหรือเหล็กกล้า, ตะกอนของน้ำมันเบนซินชนิดเติมสารตะกั่ว, ตะกอนของสารกันเครื่องยนต์เคาะที่มีตะกั่ว, เถ้าและกากที่ได้จากการเผาขยะเทศบาล, ของเสียทางเภสัชกรรม, ของเสียจากสถานพยาบาล, ผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากอุตสาหกรรมเคมีหรือจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน, ขยะเทศบาล, ตะกอนจากน้ำเสียและของเสียอื่น ๆ, ของเสียที่เป็นของเหลวกัดล้างโลหะ, น้ำมันไฮดรอลิก น้ำมันเบรกและของเหลวกันการเยือกแข็ง, ของเสียอื่น ๆ จากอุตสาหกรรมเคมีหรือจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน

ตั้งแต่ปี 2551 ที่ประเทศไทยลงนามทำความตกลง JTEPA ถือเป็นความตกลงฯฉบับแรกที่แสดงอย่างชัดเจนถึงการเปิดเสรีให้มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนสำหรับของเสียอันตรายทุกประเภท ที่นิยามของเสียหมายรวมถึงของเสียที่รีไซเคิลได้และที่รีไซเคิลไม่ได้ (นำเข้ามาทิ้ง) โดยกำหนดเป็นพิกัดศุลกากรอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีผลให้ต้องเปิดเสรีต่อมาในความตกลงฉบับต่าง ๆ จนประเทศไทยมีสภาพใกล้เคียงกับถังขยะโลก

นายคำรณกล่าวอีกว่า ทั้ง ๆ ที่ช่วงก่อนการลงนาม JTEPA กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าของเสียอันตราย แต่เมื่อภาคประชาสังคมตรวจสอบและพบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ จึงมีการยอมรับถึงข้อผิดพลาดในการเจรจาความตกลง JTEPA เนื่องจากความตกลงที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน

เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันนั้น ไม่มีเนื้อหาที่ยอมรับขยะเป็นสินค้า เช่น ไทย และยังพบว่าในขณะนั้นการแต่งตั้งคณะบุคคลจากหน่วยงานราชการไทยในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้แทนจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่ให้น้ำหนักกับผู้นำจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้นในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศที่ผ่านมา จึงไม่มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

“ต้องถือว่า ด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เท่าทัน แต่การไม่ฟังใครของกระทรวงการต่างประเทศ มีส่วนทำให้การนำเข้าขยะจากต่างประเทศเริ่มต้นขึ้น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไทยอย่างรุนแรงอยู่ในปัจจุบัน”

ดังนั้น สังคมไทยสมควรได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศที่ทำหน้าที่เจรจา JTEPA ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของหายนะทางสิ่งแวดล้อมและสังคมนี้ และนี่ควรเป็นบทเรียนที่สำคัญของกระทรวงการประเทศเพื่อไม่ให้เดินผิดพลาดเช่นที่ผ่านมาอีก เราห่วงใยประเด็นนโยบายด้านสาธารณสุขและสุขภาพที่จะได้รับผลกระทบจาก CPTPP โดยเฉพาะการเปิดตลาดเครื่องมือแพทย์มือสอง / ระบบสิทธิบัตรและระบบขึ้นทะเบียนยา / ผลกระทบต่อการออกมาตรการควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CPTPP) / ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพร ความหลากหลายทางชีวภาพ การแบ่งปันผลประโยชน์ผลกระทบจาก

การบังคับเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) / การขอยกเว้นกำหนดเป็นข้อสงวนการใช้กลไกเอกชนฟ้องรัฐในการออกมาตรการด้านสาธารณสุข (ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ CL) ซึ่งจะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทย ทำนอง เหล้าจะถูก ยาจะแพง พืชเมล็ดพันธ์จะถูกผูกขาด

Cr.ประชาชาติธุรกิจ