CDC สหรัฐชี้วัคซีนโมเดอร์นามีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันผู้ติดโควิดเข้าโรงพยาบาล

infoquest

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐเปิดเผยผลการศึกษาใหม่ในวันศุกร์ (17 ก.ย.) ระบุว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัทโมเดอร์นามีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่วัคซีนของไฟเซอร์และของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) มีประสิทธิภาพรองลงมาตามลำดับในการป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อโควิดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

CDC ระบุว่า ประสิทธิภาพดังกล่าวของวัคซีนโมเดอร์นาอยู่ที่ระดับ 93%, ของไฟเซอร์/ไบออนเทคอยู่ที่ 88% และของ J&J อยู่ที่ 71%

รายงานของ CDC ระบุว่า “แม้ข้อมูลจากการศึกษาบ่งชี้ว่าวัคซีนมีระดับการป้องกันที่แตกต่างกัน แต่วัคซีนทั้งหมดก็สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล”

การศึกษาดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากผู้ใหญ่ 3,600 คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราว 20 รัฐของสหรัฐระหว่างเดือนมี.ค.-ส.ค.ปีนี้

นักวิจัยระบุว่า ประสิทธิภาพวัคซีนโควิดของไฟเซอร์จะเริ่มลดลงในอัตราที่มากกว่าของโมเดอร์นา และเริ่มลดลงนับตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังจากฉีดวัคซีนโดสที่ 2 แล้ว โดยอยู่ที่ระดับ 77%

CDC อธิบายว่า สาเหตุของประสิทธิภาพวัคซีนที่ลดลงมากกว่านั้นอาจจะมาจากระยะเวลาระหว่างการฉีดเข็มแรกกับเข็มที่สอง โดยของโมเดอร์นาใช้เวลาห่างกัน 4 สัปดาห์ และไฟเซอร์ใช้เวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้ระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนโมเดอร์นาสูงกว่าของไฟเซอร์

ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์และโมเดอร์นาใช้เทคโนโลยีใหม่ที่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส ส่วนวัคซีนโควิดของ J&J พัฒนาจากไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) นำมาดัดแปลงพันธุกรรมไม่ให้สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด19 เข้าไปด้วย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์