ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. แตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แนะรัฐเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง

09.09.2021 โดย ดำรงเกียรติ มาลา THE STANDARD

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ Consumer Confidence Index (CCI) เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 39.6 จุด จาก 40.9 จุดในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ดัชนีแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 22 ปี 11 เดือน นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา

ขณะที่การสำรวจดัชนีอื่นๆ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 33.8 จุด ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ระดับ 36.3 จุด และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 48.6 จุด โดยดัชนีเกือบทุกรายการปรับลดลงเมื่อเทียบกับในเดือนกรกฎาคม 2564 และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมา

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลง คือ ความกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา ที่ทำให้ภาครัฐต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เพิ่มจาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 80% ของ​ GDP ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่ออารมณ์การใช้จ่ายของประชาชน

ขณะเดียวกันยังพบว่าประชาชนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองและการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองบนถนนเหมือนเช่นในอดีต

อย่างไรก็ดี การประกาศคลายล็อกดาวน์ของภาครัฐ รวมถึงอัตราการฉีดวัคซีนที่ดีขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ออนาคตในช่วงปลายเดือนสิงหาคมปรับตัวดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจจึงได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จากที่เคยมองว่าจะเติบโต -2 ถึง 0% เป็นขยายตัว 0.8 ถึง 1.2% และมีโอกาสที่เศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ถึง 2% หากภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม

“เรายังเสนอให้ภาครัฐขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 65-70% ของ GDP เพื่อกู้เงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในมาตรการที่เรามองว่ารัฐควรทำคือการเพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่งอีกรายละ 3,000 บาท เพราะจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้ถึง 1.8 แสนล้านบาท” ธนวรรธน์กล่าว

นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจยังได้เปิดเผยผลการสำรวจผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ที่มีต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 3-6 กันยายนที่ผ่านมา โดยพบว่า 67.2% ของประชาชนกลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบในเชิงลบจากมาตรการล็อกดาวน์ 64% ของประชาชนกลุ่มตัวอย่างมองว่าภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือไม่เพียงพอหรือน้อยเกินไป และ 46.3% ของประชาชนกลุ่มตัวอย่างไม่พอใจต่อมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล 

ขณะที่การสำรวจในภาคธุรกิจพบว่า มีภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากมาตรการล็อกดาวน์ถึง 92.8% เมื่อถามถึงความเพียงพอใจของมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ 87.46% ตอบว่าไม่เพียงพอและน้อยเกินไป และ 70% ตอบว่าไม่พอใจหรือพอใจน้อยต่อมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ

Cr. THE STANDARD