นักวิทยาศาสตร์พบ ‘บางคน’ เกิดภูมิคุ้มกันพิสดาร ยับยั้งโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์

วันที่ 8 กันยายน 2564 – 15:40 น. มติชน

Pixabay

รายงานข่าวจากเว็บบล็อก เอ็นพีอาร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายนนี้ เปิดเผยว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่ค้นพบตรงกันว่า มีคนจำนวนหนึ่ง เกิดภูมิคุ้มกันพิเศษขึ้นมาสูงมาก ทั้งยังเป็นภูมิคุ้มกันที่มีความสามารถในการยับยั้งการระบาดของโควิด-19 ได้ครอบคลุมกว้างขวางมากเป็นพิเศษ จนทำให้เชื่อว่ามีความสามารถในการยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ทั้งหมดเท่าที่มีการระบาดอยู่บนโลกในเวลานี้ได้

หนึ่งในงานวิจัยดังกล่าวคือรายงานวิจัยของ พอล บีนิแอสซ์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยร็อคกีเฟลเลอร์ สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัย ไบโออาร์ซีฟ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำวิจัยในกลุ่มตัวอย่างจำเพาะ 14 คน พบว่า แอนติบอดี ในร่างกายของคนทั้ง 14 คน มีความสามารถสูงมาก สามารถยับยั้งการขยายตัวของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ (แวเรียนท์) ได้มากถึง 6 แวเรียนท์ในการทดลองในห้องทดลอง ยิ่งไปกว่านั้น ยั้งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่ใกล้ชิดกับ ซาร์ส-โควี-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ทั้งที่เป็นเชื้อโคโรนาที่พบในค้างคาว 1 ตัว, เชื้อที่พบในแพงโกลิน (ลิ่น หรือนิ่ม) อีก 2 ตัว

บีนิแอสซ์ ยังตั้งข้อสงสัยไว้อีกด้วยว่า ภูมิคุ้มกันที่พบในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาครั้งนี้ อาจสามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่แพร่ในคนแต่อาจเกิดการแพร่ระบาดในคนในอนาคตได้อีกด้วย

กลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษาวิจัยนั้น มีลักษณะจำเพาะร่วมกันคือ เป็นผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในปี 2020 แล้ว ได้รับวัคซีนประเภท เอ็มอาร์เอ็นเอ ในปีนี้ ทำให้ในร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่นักวิชาการเรียกแตกต่างกันออกไปว่าเป็น “ไฮบริด อิมมูนิตี” บ้าง หรือเป็น “ซุปเปอร์ฮิวแมน อิมมูนิตี” บ้างก็มี

ธีโอโดรา แฮทซีโอนนู นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยร็อคกีเฟลเลอร์ที่ร่วมอยู่ในการวิจัยครั้งนี้ เปิดเผยว่า คนที่เคยติดเชื้อมาเมื่อปีที่แล้ว แล้วได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอในปีนี้ ร่างกายมีการตอบสนองต่อวัคซีนอย่าง “อัศจรรย์” มาก เพราะนอกจากจะเกิดภูมิคุ้มกันในปริมาณสูงมากแล้ว ยังมีความยืดหยุ่นสูงมากด้วยเช่นกัน ทำให้สามารถป้องกันหรือยับยั้งได้ แม้แต่ไวรัสซาร์ส-โควี-1 ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส และเป็นโคโรนาไวรัสตัวแรกที่ระบาดในคนเมื่อราว 20 ปีก่อน ทั้งๆ ที่ไวรัสซาร์ส และไวรัสโควิด มีความต่างกันอยู่อย่างมาก

ทีมวิจัยยังทดลองยิ่งไปกว่านั้น โดยทดลองกับ เชื้อซาร์ส-โควี-2 ที่ผ่านการปรับแต่งทางพันธุกรรมอย่างจงใจเพื่อให้มีฤทธิ์ต้านทานแอนติบอดีในร่างกายได้สูงเป็นพิเศษ ด้วยการทำให้กลายพันธุ์ในจุดสำคัญถึง 20 ตำแหน่ง เพื่อไม่ให้แอนติบอดีในร่างกายเข้ามาจับเกาะแล้วทำลายตัวมันได้ ทำให้เชื้อกลายพันธุ์ที่ทำขึ้นนี้สามารถแพร่แม้แต่ในตัวคนที่ได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอมาแล้ว หรือแม้แต่ในคนที่ผ่านการติดเชื้อมาแล้วได้ แต่ปรากฏว่า แอนติบอดีลูกผสม ที่เกิดขึ้นในคนที่ติดเชื้อแล้วมาได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ กลับแข็งแรงถึงขนาดสามารถยับยั้งเชื้อสังเคราะห์นี้ได้

แฮทซีโอนนูยอมรับว่า ผลการศึกษานี้ ยังไม่สามารถตอบคำถามอื่นๆ ได้ อาทิ ภูมิคุ้มกันแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นหรือไม่ในกรณีที่ได้รับวัคซีนก่อนแล้วถึงมาติดเชื้อ? หรือ คนที่ไม่เคยติดเชื้อ แต่ได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 จะมีวิวัฒนาการของภูมิคุ้มกันแบบเดียวกันขึ้นหรือไม่? นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังไม่สามารถศึกษาวิจัยแบบเดียวกันนี้ในกลุ่มตัวอย่างที่กว้างขวางมากขึ้น ใหญ่ขึ้นได้ ทำให้ไม่สามารถแน่ใจว่า ภูมิคุ้มกันพิเศษนี้เกิดขึ้นจำเพาะกลุ่มนี้ หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นวิวัฒนาการทั่วไปของภูมิคุ้มกันของคนเราในการต่อสู้กับโควิด-19

อย่างไรก็ตาม บีนิแอสซ์ เชื่อว่า ผลการศึกษาวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเราจะวิวัฒนาการให้แข็งแรงมากขึ้น ครอบคลุมเชื้อได้มากขึ้น จนในที่สุดก็จะเหนือกว่า ไวรัสก่อโรคโควิด แล้วทำให้ โควิด-19 กลายเป็นโรคระบาดธรรมดาๆ เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ไปในที่สุด

Cr. มติชน