บ.อิสราเอลพัฒนาวัคซีนต้านโควิดแบบกิน

01/08/2564 14:38 สำนักข่วไทย

เยรูซาเลม 1 ส.ค.- บริษัทยาในอิสราเอลกำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 แบบรับประทาน เตรียมทดลองทางคลินิกระยะแรกในต้นเดือนสิงหาคมนี้

นาดาฟ คิดรอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอ (CEO) ของออราเมด (Oramed) กล่าวว่า ในขณะที่ประชากรโลกได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสเพียงร้อยละ 15 การต่อสู้กับการระบาดนี้ยังอีกไกลกว่าจะสำเร็จ หากมีวัคซีนแบบรับประทาน ไม่ต้องมีบุคลากรทางการแพทย์มาฉีดให้และสามารถจัดส่งถึงบ้านเรือนได้โดยตรง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เพราะช่วยลดภาระด้านโลจิติกส์ลงได้มาก และอาจช่วยเพิ่มอัตราการรับวัคซีนในประเทศพัฒนาแล้วที่ประชาชนบางส่วนลังเลที่จะรับวัคซีนแบบฉีด ผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ชาวอเมริกันเกือบ 19 ล้านคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนยินดีรับวัคซีนแบบรับประทาน นอกจากนี้ยังช่วยลดขยะทางการแพทย์อย่างเข็มและหลอดฉีด พลาสติก และอาจมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ปัจจุบันมีวัคซีนแบบรับประทานน้อยมาก เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอแบบหยอด เนื่องจากวัคซีนส่วนใหญ่ไม่ทนทานต่อสภาวะกรดในระบบย่อยอาหาร ออราเมดเชื่อว่า สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการออกแบบแคปซูลทนทานต่อสภาวะกรดดังกล่าว จึงได้ตั้งบริษัทใหม่ชื่อ ออราแวกซ์ (Oravax) ผลิตวัคซีนต้านโควิดแบบรับประทาน โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตแคปซูลแบบเดียวกับแคปซูลอินซูลินสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แคปซูลอินซูลินของออราเมดมีสารเคลือบคุณภาพสูงช่วยให้ละลายช้า มีตัวยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสในลำไล้เล็กไม่ให้ย่อยอินซูลิน และมีตัวกระตุ้นการดูดซึมอินซูลินเข้าไปในกระแสเลือด ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายกับผู้ป่วยจำนวนมากในสหรัฐ คาดว่าจะทราบผลได้ในเดือนกันยายน 2565

ส่วนวัคซีนที่จะกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโควิดจะเลียนแบบโครงสร้างสำคัญ 3 อย่างของเชื้อไวรัสประกอบด้วยโปรตีนส่วนที่เป็นหนามแหลม (spike protein) โปรตีนส่วนที่เป็นเปลือกหุ้ม (envelope protein) และโปรตีนส่วนที่เป็นเยื่อบุผิว (membrane protein) การเลียนแบบโครงสร้างหลายส่วน รวมถึงส่วนที่กลายพันธุ์น้อย ทำให้วัคซีนสามารถต้านทานได้หลายสายพันธุ์ แตกต่างจากวัคซีนส่วนใหญ่ในขณะนี้ที่เลียนแบบเฉพาะโปรตีนส่วนที่เป็นหนามแหลม ซึ่งเป็นส่วนที่กลายพันธุ์เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทได้ยื่นขอทดลองในหลายประเทศแล้ว คาดว่าจะเริ่มทดลองระยะแรกในอิสราเอลได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ ขณะนี้รอกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติ.

Cr. สำนักข่าวไทย