ธปท.ประเมินมาตรการคุมระบาด กระทบเศรษฐกิจ 2 กรณี คาดส่งผลต่อจีดีพี 0.8 – 2.0%

22 ก.ค. 2564 • 13:56 การเงินธนาคาร

น.ส. ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ากลายเป็นสายพันธุ์หลักในไทยทำให้การระบาดมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อลดลง ส่งผลให้การบริการจัดการทำได้ยากขึ้น ดังนั้นในระยะข้างหน้าผลกระทบทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่สองตัวแปร ได้แก่ ระยะเวลาของการระบาดและผลกระทบของมาตรการที่ใช้ในการควบคุมการระบาด เช่น การล็อกดาวน์ และความเร็วของการกระจายวัคซีนซึ่งจะทำให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ได้อย่างทั่วถึงและประสิทธิภาพของวัคซีน

“ธปท. มองว่าการที่คนไทยจะได้รับวัคซีนอาจช้ากว่าที่คาดไว้ โดยมองว่าวัคซีนชนิด mRNA ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจะเข้ามาได้ในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ ดังนั้นในระยะสั้นเศรษฐกิจในปีนี้ไปจนถึงสิ้นปีอาจะไม่ได้เติบโตจากวัคซีนแต่มาจากมาตรการหลักที่ออกมาดูและการระบาดรวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชน”

ทั้งนี้ทุกครั้งที่มีมาตรการออกมาควบคุมการระบาดจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างชัดเจน โดยการระบาดในระลอกนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวไปใกล้เคียงกับในช่วงการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดในระลอกแรกแล้วและยังมีแนวโน้มที่จะหดตัวมากขึ้น นอกจากนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังปรับลดในวงกว้างไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่ควบคุม

น.ส. ชญาวดี เปิดเผยต่อว่า ในระยะสั้นประสิทธิผลของมาตรการล็อกดาวน์จะเป็นตัวควบคุมการระบาด โดยธปท. ได้ประเมินไว้ใน 2 กรณี ได้แก่ ในกรณีที่ดี (Upper Case) มาตรการล็อกดาวน์อาจทำให้การระบาดลดลงได้ 40% และจะกระทบต่อจีดีพีที่ -0.8% โดยคาดว่าในกรณีนี้จะสามารถควบคุมการะบาดได้ในช่วงกลางเดือนส.ค. ของปีนี้ ขณะที่ในกรณีที่แย่(Lower Case) มองว่าถึงแม้จะมีการควบคุมที่เข้มงวดแต่ประสิทธิภาพในการควบคุมอาจทำได้แค่ 20% และจะกระทบต่อจีดีพี -2.0% หากยกเลิกการล็อกดาวน์อาจทำให้กลับมาเกิดการระบาดอีกครั้งและส่งผลให้การล็อกดาวน์นานขึ้นไปจนถึงช่วงไตรมาสสี่ของปีนี้

“ธปท. ได้คาดการณ์จีดีพีปีนี้เติบโตที่ 1.8% โดยการประเมินว่าการล็อกดาวน์จะกระทบจีดีพี 0.8-2% นั้นไม่สามารถนำไปลบกับคาดการณ์ได้โดยตรงเนื่องจากเป็นเพียงการประเมินผลกระทบจากล็อกดาวน์แต่ยังไม่ได้รวมเรื่องมาตรการทางการเงินการคลังที่จะออกมาในช่วงหลังจากนี้ รวมถึงยังมีเรื่องตัวแปรอื่นๆ เช่นการส่งออก การลงทุน ที่อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้”

น.ส. ชญาวดี เปิดเผยว่า สำหรับเศรษฐกิจปี 2565 การระบาดของโควิด-19 ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ และการควบคุมการระบาดขึ้นอยู่กับวัคซีนและการกระจายวัคซีนให้ได้มากที่สุด โดยสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมาจำนวนผู้ได้รับวัคซีนยังมีไม่มาก โดยมีประชากรที่ได้รับวัคซีนเข็มแรก 15% และได้รับวัคซีนเข็มที่สอง 5% ซึ่งประชากรในหลายจังหวัดยังได้รับวัคซีนค่อนข้างน้อย ขณะที่ในด้านความเร็วของการฉีดวัคซีนขึ้นอยู่กับความต้องการฉีดสูตรของวัคซีนและปริมาณวัคซีน โดยในช่วงเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ธปท. มองว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นชนิดเดียวกันทั้งสองเข็ม อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ได้มีการผสมสูตรการฉีดโดยมีการฉีดเข็มที่สามทำให้ต้องใช้วัคซีนมากขึ้น

“หลายคนมองว่าเมื่อมีคนฉีดวัคซีนมากขึ้นเราก็ต้องไปฉีดเหมือนกัน แต่จากเคสของต่างประเทศพบว่าเมื่อสัดส่วนคนฉีดวัคซีนเข้าใกล้ 70-80% คนที่ยังไม่ได้ฉีดจะมองว่าเขาไม่จำเป็นต้องฉีดทำให้มีความยากในการฉีดวัคซีนให้กลับกลุ่มเปอร์เซนที่เหลือ”

 ดังนั้นสิ่งที่จะกำหนดความเร็วในการฉีดคือปริมาณของวัคซีน โดยเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาธปท. มองว่าไทยจะได้รับวัคซีน 100 ล้านโดส และปีหน้าจะได้รับ 140 ล้านโดส อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีความล่าช้า เช่นของ Astrazeneca 

โดยการที่ไทยได้รับวัคซีนช้าจะทำให้ระยะเวลาที่คนไทยจะได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ต้องเลื่อนออกไปอีก และจะส่งผลให้การลดวันกักตัวที่ธปท. เคยมองไว้ว่าจะทำได้ในต้นปี 65 อาจต้องเลื่อนออกไปเป็นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า แต่หากวัคซีน mRNA สามารถเข้ามาได้จะทำให้ลดวันกักตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 

“นอกจากเรื่องวัคซีนแล้วยังมีปัจจัยอื่นที่กระทบต่อภูมิคุ้มกันหมู่ เช่น พฤติกรรมของคนที่ไม่อยากได้รับวัคซีน   ไวรัสกลายพันธุ์ รวมถึงคนที่ได้รับวัคซีนแล้วการ์ดตก สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่าภูมิคุ้มกันหมู่อาจล่าช้าออกไปและอาจไม่ได้เกิดขึ้นในปี 65 ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเราอาจต้องทยอยลดวันกักตัวถึงแม้เราอาจไม่สามารถไปได้ถึงการมีภูมิคุ้มกันหมู่ และสิ่งสำคัญคือการที่เราจะมี commercial flight เข้ามาอาจล่าช้ากว่าปี 65”

อย่างไรก็ตามนอกจากปัจจัยเรื่องวัคซีนแล้วยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโควิด-19 การควบคุมการระบาด นโยบายการเปิดประเทศของประเทศอื่น นโยบายการคลังและเม็ดเงินที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ฐานะการเงินและสภาพคล่องของธุรกิจ และปัญหา supply disruption

“จะเห็นได้ว่าตอนนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างเยอะรวมถึงเรื่องของความล่าช้าของวัคซีนและภูมิคุ้มกันหมู่ที่อาจเลื่อนออกไป ธปท. จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประเมินภาพรวมและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโนบายการเงิน หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของปี 65 อีกครั้ง”

Cr. การเงินธนาคาร