หน่วยงานเศรษฐกิจหั่นเป้าจีดีพีปี 64 เหตุ COVID-19 ระลอก 3 ระบาดหนัก

20 ก.ค. 2564 • 10:50 การเงินธนาคาร

การระบาดของ COVID-19 ระลอกที่ 3 ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันจากหลักพันพุ่งสู่หลักหมื่นจึงส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาน การท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 จากผลกระทบของการระบาดระลอกที่ 3

ธนาคารโลก (World Bank)

ปรับเป้าจีดีพีไทยเหลือ 2.2%

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลก เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.2% ปรับลดลงจากเดิม 3.4% คาดว่า ขณะที่ในปี 65 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 5.1%

โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาจากการส่งออกที่ฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากอุปสงค์โลก โดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล และผลิตผลทางการเกษตร แต่ก็ต้องจับตาความเสี่ยงที่ยังมีอยู่มากที่อาจทำให้การฟื้นตัวต้องล่าช้าออกไป เช่น การเกิดไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดได้

ทั้งนี้ ความรวดเร็วในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนในประเทศ ประสิทธิผลของมาตรการสนับสนุนทางด้านการคลัง และระดับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

“เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ขึ้นกับ 3 ปัจจัยสำคัญ คือ จะมีการระบาดของโรคโควิดในประเทศอีกรอบหรือไม่, การจัดหาและการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด รวมทั้งการกลับคืนมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวไทย”

กนง.

ปรับลดเป้าจีดีพีเหลือ 1.8%

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว 1.8% ในปี 2564 โดยปรับลดลงจาก 3.0% ในการประมาณการณ์ครั้งก่อน โดยปรับลดลงจากประมาณการเดิมตามแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลง และอุปสงค์ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกที่สาม ขณะที่ปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.9%

ด้านตลาดแรงงาน โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระมีความเปราะบางมากขึ้นและอาจฟื้นตัวได้ช้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก. กู้เงินล่าสุดและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัส และจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งคณะกรรมการจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

กกร.

ปรับลดเป้าจีดีพีเหลือ 0.0 – 1.5%

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีมติปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 เป็นขยายตัวได้ในกรอบ 0.0 – 1.5% จากเดิมคาดว่าจะเติบโตได้ราว 0.5 – 2% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ

ด้านการส่งออก กกร.ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกไทยในปี 64 โดยคาดว่าจะขยายตัว 8 – 10% จากเดิมคาดว่าจะเติบโตราว 5 – 7% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1.0 – 1.2% ตามคาดการณ์เดิม

ทั้งนี้ กกร.มองว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อแนวโน้มส่งออกของไทยในระยะต่อไป

“ที่ประชุม กกร. ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 เป็นขยายตัวได้ในกรอบ 0 – 1.5% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ ด้านการส่งออก กกร.ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 8 – 10% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1 – 1.2%”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ปรับลดเป้าจีดีพีเหลือ1%

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบให้ระบบสาธารณสุขของไทยเผชิญข้อจำกัด จึงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งตามมาด้วยผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โดยทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2564 ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศที่ยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง ทั้งจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ประสิทธิภาพของวัคซีน รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนที่อาจต่ำกว่าเป้าหมาย

 ซึ่งหากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศยังไม่คลี่คลายลง คาดว่าภาครัฐอาจจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลผลกระทบเพิ่มเติม ในขณะเดียวกัน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายลง คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแรงส่งมากขึ้น โดยใช้งบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

 ขณะที่ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดในต่างประเทศที่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่นกัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้าได้

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ในการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยแล้ว และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจขยายตัวได้ 1.0% โดยเป็นการปรับลดลงจากประมาณการณ์ครั้งก่อนที่ 1.8%

ศูนย์วิจัย krungthai COMPASS

ปรับลดเป้าจีดีพีเหลือ 0.5-1.3%

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ ลงเหลือโต 0.5-1.3% จากเดิมที่คาดจะเติบโตอยู่ที่ระดับ 0.8-1.6% (ในเดือนพ.ค.64) เนื่องด้วยการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระลอกนี้ค่อนข้างรุนแรง โดยพบยอดผู้ติดเชื้อสูงกว่าประมาณการณ์ในครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาก็ค่อนข้างจะรุนแรงกว่าที่คาดไว้

โดยศูนย์วิจัยฯ ยังมองว่าการระบาดครั้งนี้จะมีความยืดเยื้อ หรือลากยาวออกไป โดยอาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างน้อยไปจนถึงเดือนก.ย.แต่คาดหวังว่าในเดือน ต.ค.64 เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยสมมติฐานเศรษฐกิจที่ปรับตัวลง คาดว่าทางภาครัฐอาจจะต้องใส่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเข้ามาในช่วงหลังจากนี้ โดยมองว่าอาจจะออกมาคล้ายกับมติภาคเอกชนที่เสนอไปก่อนหน้านี้ คือ การเพิ่มวงเงินในมาตรการคนละครึ่ง จากเดิม 3,000 บาท ให้เพิ่มเป็น 6,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ ประมาณการณ์ GDP ปีนี้ที่ 0.5-1.3% ได้นำเม็ดเงินที่คาดว่าจะใส่ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเบื้องต้นในลักษณะดังกล่าวไปคำนวณร่วมด้วยแล้ว ขณะที่ปี 65 ยังคงคาดการณ์ GDP โตได้ตามเดิมที่ 3.6% ในกรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบลงได้ภายในปีนี้

Cr. การเงินธนาคาร