CIMBT หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.3% หวั่นต่ำกว่า 1% หากโควิดลากยาวถึง Q4

1 กรกฎาคม 2564 | 15:35 efinancethai

  CIMBT ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเติบโต 1.3% เดิม 1.9% – ปี 65 อยู่ที่ 4.2% เดิม 5.1% หลังโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจ จับตามีโอกาสเสี่ยงเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 1% หากการแพร่ระบาดลากยาวไปถึงไตรมาส 4/64

  ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า จากการระบาดของโควิด -19 ระลอก 3 ที่มีแนวโน้มยาวนาน ประกอบกับการฉีดวัคซีนล่าช้า หรือ วัคซีนยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ มีผลต่อเนื่องให้การระบาดของโควิด-19 ระลอกอื่น ๆ กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ขณะเดียวกัน ไวรัสกลายพันธุ์ และ ปัจจัยการฟื้นตัวของตลาดโลก สำนักวิจัยฯ จึงได้ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปี 64 จาก 1.9% เหลือ 1.3% และ ปี 65 ขยายตัวจาก 5.1% เหลือ 4.2% ในขณะที่การส่งออกปีนี้คาดขยายตัว15.5% และ ปี 65 ขยายตัว 10.5%

  “เราคาดว่าจะเปิดประเทศได้บางส่วนในเดือนต.ค. แต่หากกรณีเลวร้ายสุด การระบาดลากยาวไปถึงไตรมาส 4/64 จะเห็นจีดีพีต่ำกว่า 1% แต่คงไม่ติดลบ เพราะมีการส่งออกหนุน ตลอดจนมาตรการของรัฐซึ่งที่ออกมาสามารถพยุงได้ในระดับหนึ่ง แต่อยากให้ใช้นโยบายคลังมากกว่านโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยช่วยได้ระยะสั้น ซึ่งอยากให้ช่วยตรงจุด คือ ซอฟท์โลน ธปท. ต้องให้แบงก์ลดเงินนำส่ง FIDF เพื่อให้แบงก์ไปลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง อันนั้นจะสามารถช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงได้” ดร.อมรเทพ กล่าว

  เศรษฐกิจไทยยังเผชิญ 4 ปัจจัยเสี่ยงเสริมเข้ามา ได้แก่ 1. Stagnant 2. Uneven 3. Reverse 4. Effective จึงขอเรียกเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ว่า Slow But S.U.R.E.

  โดย S = Stagnant นิ่ง เพราะการใช้จ่ายที่ ซึม และ นิ่ง การบริโภคภาคเอกชนเติบโตช้า จากความมั่นใจที่อยู่ระดับต่ำ คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย จากความระมัดระวัง การเดินทางในประเทศยังซึม เพราะขาดความมั่นใจ และการแพร่ระบาดที่สูง

  U = Uneven ความไม่เท่าเทียม จากการฟื้นตัวในระดับที่ต่างกัน ของกลุ่มคนรายได้น้อย กลุ่ม SME กลุ่มคนประกอบอาชีพอิสระ ฟื้นตัวช้า ขณะที่มนุษย์เงินเดือน กลุ่มคนทำงานภาคอุตสาหกรรม ฟื้นตัวตามตลาดโลก ตามภาคการส่งออก ส่วนภาคการผลิต ฟื้นตัวได้มากกว่าภาคบริการ สำหรับประเทศไทยในภาพรวม ฟื้นตัวตามการส่งออก ได้มากกว่าอุปสงค์ในประเทศ

  R = Reverse กลับด้าน การเปลี่ยนมุมมองด้านโลกาภิวัตน์ (reversed globalization) สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ทวีความกดดันขึ้นอีกครั้ง หลังเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ G7 ร่วมมือกันกดดันจีน ไม่ให้เติบโตเป็นยักษ์ใหญ่แทนที่สหรัฐ และ ขยับจากสงครามการค้ารูปแบบภาษี เป็นกดดันการเติบโตทางเทคโนโลยีของจีน อีกทั้ง ขีดเส้นให้ชาติอื่น ๆ ต้องเลือกข้าง

  E = Effective ประสิทธิภาพของวัคซีน การวางแผนฉีดวัคซีนให้ถึง 100 ล้านโดส ต้องติดตามว่าวัคซีนที่ได้รับสามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้หรือไม่ และ หากฉีดครบ 2 โดสแล้ว จำเป็นต้องฉีดโดสที่ 3 ที่ 4 หรือ โดสอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นต่อเนื่องหรือไม่ เพราะวัคซีนยังมีผลต่อเศรษฐกิจด้วย สะท้อนความเชื่อมั่น

  อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเร็วกว่าที่คาด หากมี 4 ปัจจัยเร่ง ได้แก่ 1. Confidence 2. Agriculture 3. Return of tourists 4. Expenditure โดย

  C = Confidence สร้างความเชื่อมั่น หากมีการเร่งฉีดวัคซีนโดยเร็ว ควบคู่ไปกับเอกชนเข้าถึงวัคซีนทางเลือกรวดเร็ว คนจะกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง

  A = Agriculture ฟื้นแรงงานภาคเกษตร หลังปิดกิจกรรมเศรษฐกิจ คนย้ายถิ่นฐานกลับบ้าน หากเร่งการฟื้นตัวของแรงงานกลุ่มนี้ โดยเสริมการจ้างงานในชนบทให้สร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำและ ป้องกันน้ำท่วมได้ จะยิ่งเป็นแรงหนุน เพราะเป็นโชคดีที่รายได้ภาคเกษตรปีนี้ถือว่าดี จากราคาที่สูงและผลผลิตมาก

  R = Return of Tourists เตรียมแผนรับนักท่องเที่ยวปีหน้า เร่งทำ Bubble Tourism กับต่างประเทศเพื่อลดการกักตัวสำหรับผู้ได้รับวัคซีน แม้ปีนี้จะเตรียมความพร้อม และ ทดลองผ่าน Sandbox แต่ปีหน้าหลังมีวัคซีนที่ดีพร้อมจะสามารถมีรายได้การท่องเที่ยวเป็นตัวหลักฟื้นเศรษฐกิจได้

  E = Expenditure เร่งการใช้จ่ายภาครัฐให้ตรงจุด บรรเทาปัญหาแรงงานด้วยการเร่งประกันสังคมชดเชยรายได้ ดูแล SME ให้สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงาน มีค่าชดเชยรายได้ที่หาย หรือ เครดิตเงินคืนภาษีในปีต่อ ๆ ไป พร้อมเร่งอัดฉีด Soft Loan เสริมสภาพคล่องไม่ให้ธุรกิจต้องปิดตัว หากรัฐกังวลหนี้ชนเพดาน ก็ให้หาทางเพิ่มรายได้ เช่น ปล่อยเช่าทรัพย์สิน หรือ ใช้ตลาดทุนในการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจบางส่วน แล้วพอเศรษฐกิจฟื้นมีรายได้ค่อยมาซื้อคืน

รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

Cr.efinancethai