ส่งออกไทยเดือน พ.ค. โตแรง 41% สูงสุดรอบ 11 ปี อานิสงส์เศรษฐกิจโลกฟื้น เร่งเดินหน้าแก้ปมตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน

24.06.2021 โดย ดำรงเกียรติ มาลา การเงินธนาคาร

การส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2564 ยังคงฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยขยายตัวได้ถึง 41.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาการส่งออกไทยมีมูลค่ารวมที่ 23,057 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และหากตัดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกของไทยในเดือนดังกล่าวขยายตัวได้ถึง 45.87% 

เหตุผลสำคัญของการขยายตัวมี 2 ข้อ คือ 1. เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น และ 2. เป็นผลจากแผนการส่งออกและภาคปฏิบัติจริง ที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนมาโดยต่อเนื่องและใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมาในรูป กรอ.พาณิชย์ ทำให้สามารถแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้รวดเร็วทันท่วงที และมีการจัดทำแผนเชิงรุกร่วมกันในปี 2564 ที่มีเป้าหมายและรายละเอียดชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ตัวเลขการส่งออกปีนี้ค่อยๆ เป็นบวกตามลำดับ 

ตลาดสำคัญของการส่งออกไทยในเดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วยจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เอเชียใต้ อาเซียน เป็นต้น สินค้าที่สำคัญประกอบด้วยสินค้าเกษตรและอาหาร สำหรับอาหารเฉพาะผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดแก้ไขปัญหาอุปสรรคบริเวณด่านชายแดนและด่านข้ามแดนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็งเป็นบวกถึง 31.9% โดยเฉพาะทุเรียนบวกถึง 95% และสินค้า Work from Home ผลิตภัณฑ์ป้องกันโควิด-19 เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก อาหารสัตว์เลี้ยง และรถยนต์ เป็นต้น

“สำหรับรถยนต์ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์พยายามเจรจากับเวียดนามมาหลายครั้งตั้งแต่การประชุม RCEP และส่งผลให้ต่อมาเวียดนามปรับปรุงกฎระเบียบในการนำเข้ารถยนต์ จากที่ต้องตรวจรถยนต์ที่นำเข้าจากไทยทุกล็อตที่ตรวจทั้งสองฝั่ง เวียดนามยอมเปลี่ยนเป็นตรวจฝั่งใดฝั่งหนึ่งและสุ่มตรวจเท่านั้น ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ของไทยไปเวียดนามขยายตัวถึง 922% และส่งออกไปทั่วโลกขยายตัวถึง 170%” จุรินทร์กล่าว 

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แผนงานที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมเดินหน้าต่อไปเพื่อส่งเสริมการส่งออกไทยประกอบด้วย 

  1. เร่งรัดการเปิดตลาดใหม่ให้มีผลทางภาคปฏิบัติเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ทั้งตลาดตะวันออกกลาง ตลาดกลุ่มประเทศรัสเซีย ตลาดกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ตลาดกลุ่มประเทศแอฟริกา 
  1. รุกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนต่อเนื่องต่อไป โดยจะเร่งเปิดด่านซึ่งมีอยู่ 97 ด่าน ที่ปัจจุบันเปิดได้แค่ 45 ด่าน ให้เปิดด่านเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายระยะสั้นเร่งเปิดให้ได้อย่างน้อยอีก 11 ด่าน ซึ่งในวันที่ 9-11 กรกฎาคมนี้ตนจะเดินทางไปดูด่านบริเวณชายแดนลาว ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญที่จะทะลุไปเวียดนามและจีน เช่น ด่านปากแซง นาตาล ท่าเทียบเรือมุกดาหาร ท่าเทียบเรือนครพนม และท่าเทียบเรือหนองคาย เป็นต้น ที่จะเร่งรัดให้เปิดด่านเร็วขึ้น 
  1. เร่งส่งเสริมการส่งออกและการเจรจาการค้า รวมทั้งการทำสัญญาส่งสินค้าออกด้วยระบบออนไลน์ต่อไป และเมื่อไรที่ทำระบบออฟไลน์เพิ่มขึ้นได้ จะเร่งดำเนินการให้ผสมผสานในรูปแบบไฮบริด 
  1. เร่งรัดดำเนินการ MINI-FTA ทั้งกับไห่หนาน หรือมณฑลไหหลำของจีน รัฐเตลังคานาของอินเดีย เมืองคยองกีของเกาหลี หรือโคฟุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้สัญญาณล่าสุดอาจลงนามได้ในช่วงสิงหาคม 
  1. เร่งสร้างแม่ทัพการค้าและแม่ทัพการส่งออกรุ่นใหม่ของไทย เพื่อเป็นอนาคตสำหรับการนำเงินเข้าประเทศต่อไปในเรื่องโครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ซึ่งปีนี้มั่นใจว่าสร้างได้ครบ 12,000 คนทั่วประเทศแน่นอน

สำหรับข้อกังวลเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยนั้น จุรินทร์กล่าวว่า จากการติดตามพบว่าปัจจุบันจำนวนตู้คอนเทนเนอร์กับปริมาณการส่งออกไทยเริ่มเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งเจรจากับกระทรวงคมนาคมเพื่ออนุญาตให้เรือขนาด 400 เมตร สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบังได้เป็นเวลา 2 ปี เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

Cr. การเงินธนาคาร