“ไบเดน” สั่งทบทวนสืบหาต้นตอโควิด ยังไม่ล้มสมมติฐานหลุดจากห้องแล็บอู่ฮั่น

27 พ.ค. 64 09:18น. infoquest

นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการทบทวนเกี่ยวกับต้นตอของการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม โดยระบุว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐยังไม่ล้มสมมติฐานที่ว่า ไวรัสดังกล่าวน่าจะหลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นของจีน

ปธน.ไบเดนเปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐกำลังพิจารณาสถานการณ์ที่เป็นไปได้ 2 รูปแบบ แต่ยังไม่สามารถหาบทสรุปที่แน่ชัดได้ และกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่าสถานการณ์ใดเป็นไปได้มากกว่ากัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังปธน.ไบเดนได้รับรายงานสรุปความคิดเห็นจากหน่วยข่าวกรอง ซึ่งได้รับมอบหมายเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาให้ตรวจสอบว่า ไวรัสโควิด-19 มาจากการสัมผัสติดต่อระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หรือหลุดออกมาจากห้องแล็บ

ปธน.ไบเดนกล่าวว่า “ผมได้ขอให้หน่วยข่าวกรองเพิ่มความพยายามในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่อาจทำให้เราใกล้จะได้ข้อสรุปที่แน่ชัด และรายงานให้ผมทราบภายใน 90 วัน”

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สนับสนุนทฤษฎีที่ว่า สถาบันไวรัสวิทยาแห่งเมืองอู่ฮั่นอาจเป็นต้นตอของไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 โดยอ้างว่านักวิจัยบางรายในสถาบันแห่งนี้มีอาการที่คล้ายกับอาการของโรคโควิด-19 เมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2562

ต้นตอของไวรัสดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ โดยนับจนถึงตอนนี้มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสนี้กว่า 3 ล้านรายแล้วทั่วโลก

เมื่อปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) และจีนได้ร่วมกันเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับต้นตอของไวรัสโควิด-19 โดยได้ข้อสรุปว่า ไวรัสดังกล่าวไม่น่าจะหลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นอย่างที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยไว้

รายงานดังกล่าวระบุว่า ไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่มนุษย์ผ่านทางสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่เป็นพาหะของโรค

อย่างไรก็ดี สหรัฐพร้อมกับอีก 13 ชาติแสดงความกังวลต่อการที่ WHO มีความล่าช้าในการเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับต้นตอของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งมีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่สมบูรณ์

“เราขอแสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการเปิดเผยรายงานดังกล่าว และมีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลและตัวอย่างที่สมบูรณ์” แถลงการณ์ระบุ

ประเทศที่แสดงความกังวลดังกล่าวได้แก่ สหรัฐ แคนาดา สหราชอาณาจักร สโลวีเนีย นอร์เวย์ ลิธัวเนีย ลัตเวีย เอสโทเนีย เดนมาร์ก สาธารณรัฐเชก ออสเตรเลีย อิสราเอล ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์