กกร. หั่นจีดีพีปี 64 เหลือโต 0.5-2% จากเดิม 1.5-3% เซ่นพิษโควิด

19 พ.ค. 64 12:54 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  กกร. หั่นเป้าจีดีพีปี 64 เหลือโต 0.5-2% จากเดิม 1.5-3% เซ่นพิษโควิด หวังพ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับใหม่ 7 แสนล้านบ. ผ่านสภาฯโดยเร็ว หวังฟื้นฟูศก. พร้อมหนุนรัฐออก”ชอปดีมีคืน”- เพิ่มวงเงินใช้จ่าย”คนละครึ่ง”จาก 3,000 บ. เป็น 6,000 บ. 

  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 เป็นขยายตัวได้ในกรอบ 0.5-2% เนื่องจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดไว้เดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5-3% ด้านการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 5-7% จากเดิมคาด 4-6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 1-1.2%

  ทั้งนี้ ที่ประชุม เห็นว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกเม.ย.มีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่คาด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า 3 เดือน การแพร่ระบาดระลอกล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าเดิม โดยธุรกิจบริการดำเนินกิจการได้อย่างจำกัดจากมาตรการควบคุมโรค ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้แรงงาน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 เป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีในปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่าระดับ 2%

  ”ในเรื่องของแรงงานภาครัฐก็พยายามช่วยเหลือ โดยล่าสุดเองก็ได้ออกมาตรการในการลดเงินส่งประกันสังคมลงมา แต่หากลดได้อีกเหลือ 1% ก็อาจจะช่วยได้มากขึ้นไปอีก”นายสุพันธุ์ กล่าว

  อย่างไรก็ตาม มองว่า การเร่งแจกกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีและปีหน้ากลับมาฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง การประชาสัมพันธ์แผนการบริหารจัดการวัคซีนที่มีความชัดเจน ไปพร้อมกับการเร่งสร้างความเข้าใจเพื่อเสริมความเชื่อมั่นในการเข้ารับการฉีดวัคซีน จะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดเป็นภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สร้างเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน และจะทำให้อุปสงค์ในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้ เช่นในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกระจายวัคซีน ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่เศรษฐกิจในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

  สำหรับเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย โดยเศรษฐกิจและมูลค่าการนำเข้าของคู่ค้าหลักในไตรมาสที่ 1 ของปี 64 ฟื้นตัวได้ตามคาด เช่นเดียวกับอุปสงค์ในประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีความเชื่อมั่นดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีมายังการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกให้ขยายตัวได้ถึง 8.2% อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหาขาดแคลนตู้ขนส่งสินค้าและค่าระวางเรือที่ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ การระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ เป็นความเสี่ยงต่อภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะต่อไป

  ”เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อแนวโน้มส่งออกของไทยในระยะต่อไป”นายสุพันธุ์ กล่าว

  นายสุพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ 4 ด้าน คือ

1.เร่งฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมาย โดยปรับปรุงการสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดความสับสน และบริหาร จัดการมาตรการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ เร่งฉีดวัคซีนในพื้นที่ที่เป็นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในไตรมาสที่ 4

  2.เร่งผลักดัน พ.ร.ก. เงินกู้ 700,000 ล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลมีเม็ดเงินเพียงพอ และดำเนินโครงการด้านสาธารณะสุข ด้านการเยียวยา ชดเชยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ภาวะสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง

  3.เร่งรัดมาตรการช่วยเหลือด้านกำลังซื้อภาคประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ให้เข้ามาพยุงกำลังซื้อได้ในเดือนมิ.ย. และพิจารณาเพิ่มวงเงินสนับสนุนการใช้จ่ายจาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจาก 90,000 ล้านบาท เป็น 180,000 ล้านบาท เมื่อรวมเม็ดเงินของประชาชนที่นำออกมาใช้จ่ายคู่กับเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่ง

  4.เสริมมาตรการดึงกำลังซื้อจากประชาชนที่มีเงินออม โดยสนับสนุนมาตรการนำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าไปหักภาษีเงินได้ในวงเงิน 30,000-50,000 บาทต่อราย ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนในกลุ่มนี้นำเงินฝากมาใช้จ่าย

  ”สำหรับการกู้เงินเพิ่ม 700,000 ล้านบาท โดยเห็นด้วย และอยากให้ผ่านพระราชกำหนดโดยเร็ว มองว่าเงินเหลือดีกว่าคาด สิ่งสำคัญคือ เงินที่เข้ามาต้องได้รับการผลักดันถึงประชาชนอย่างจริงจัง ไม่มีเรื่องของคอรัปชั่น อยากให้เงินเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และอยากเห็นภาพที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไปสนับสนุนด้านใดบ้าง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการแก้ไขการแพร่ระบาด โดยเพดานหนี้สาธารณะเรายังค่อนข้างต่ำ 50% กว่า ยังมีช่องที่จะกู้ได้ และเงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ทุกอย่างยังสอดคล้องที่จะกู้ได้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจเราไม่ดี”นายสุพันธุ์ กล่าว

Cr.efinancethai