ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองเวียดนามได้ประโยชน์สูงสุดใน CLMV จากศก.โลกฟื้นตัว

27 เม.ย. 64 14:32 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยท่ามกลางมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2564 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หลังวิกฤติโควิดอันสะท้อนผ่านประมาณการเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2564 เป็น 6.0% จากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 5.5% นำโดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอินโดจีน (CLMV) ที่มีการพึ่งพิงภาคต่างประเทศสูง

  อย่างไรก็ดี ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่สดใสอาจส่งผลบวกต่อพัฒนาการของเศรษฐกิจอินโดจีน (CLMV) ในระดับที่แตกต่างกัน ตามความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ การส่งออก รายได้ส่งกลับของแรงงานในต่างประเทศ การลงทุนทางตรง (FDI) และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ปัจจัยเฉพาะในประเทศก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมมุมมองที่น่าสนใจต่อการส่งผ่านผลของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV ที่น่าสนใจดังนี้

   ภาคการส่งออก เวียดนามเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์ในภาคการส่งออกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากที่สุดจากสัดส่วนการส่งออกที่สูงถึง 104% ของ GDP รวมถึงตลาดส่งออกหลักของเวียดนาม โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนมีการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับสูง น่าจะหนุนให้ความต้องการสินค้าส่งออกของเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของเวียดนามซึ่งมีสัดส่วนถึง 42% ของมูลการการส่งออกเวียดนามยังคงเติบโตได้โดยไม่ต้องรอการเปิดเมืองอีกทั้งสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มสินค้าดังกล่าว

  ขณะที่การส่งออกในหมวดสิ่งทอและเครื่องแต่งกายมีสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออกรวม ที่พึ่งตลาดยุโรปและสหรัฐฯ เป็นหลัก ยังต้องรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นอกเหนือจากเวียดนามแล้ว การส่งออกของกัมพูชาน่าจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแต่ไม่เท่าเวียดนาม เนื่องจากโครงสร้างสินค้าส่งออกของกัมพูชาจะมีลักษณะกระจุกตัวมากกว่าเวียดนามทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และตลาดส่งออก โดยสัดส่วนส่งออกหมวดสิ่งทอและเครื่องแต่งกายของกัมพูชาคิดเป็น 65% ของการส่งออกรวม และกว่า 80% ของการส่งออกสินค้าดังกล่าวพึ่งพิงตลาดยุโรปเป็นหลักซึ่งการฟื้นตัวยังตามหลังสหรัฐฯ

  อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกัมพูชาอาจเผชิญกับความท้าทายจากการระบาดของโควิดในประเทศ อาจส่งผลให้กิจกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกอาจเผชิญกับภาวะชะงักงันจากมาตรการคุมเข้มของทางการ หากสถานการณ์การระบาดของโรคยังคงบานปลายออกไป

   ขณะที่เศรษฐกิจเมียนมาประเด็นการเมืองและการหยุดงานประท้วงทำให้การผลิตเพื่อการส่งออก โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เมียนมาไม่ได้เผชิญกับปัจจัยการเมือง การส่งออกสิ่งทอของเมียนมาน่าจะได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกัน แต่สัดส่วนผลรวมของการส่งออกที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกคงน้อยกว่ากัมพูชาในภาพรวม เนื่องจากการส่งออกของเมียนมากระจุกตัวในสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรซึ่งความต้องการไม่ได้ผันผวนเท่ากับสินค้าอุปโภคบริโภคทีมีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกกัมพูชา

  ในส่วนของสปป.ลาว อาจเป็นประเทศใน CLMV ที่โครงสร้างการส่งออกได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกน้อยที่สุด เนื่องจากภาคการส่งออกมีสัดส่วนไม่มากเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ อีกทั้ง ร้อยละ 20 ของการส่งออกเป็นการส่งออกไฟฟ้าที่มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขณะที่การส่งออกสินค้าหลักส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและแร่ธาตุ ซึ่งมีความต้องการสินค้าได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างจำกัด

   รายได้นำส่งกลับของแรงงาน เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากปัจจัยดังกล่าว จากการฟื้นตัวของรายได้ส่งกลับของแรงงานเวียดนามที่ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในไต้หวัน เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทั้งนี้ มุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไต้หวันและเกาหลีใต้ ตลอดจนการควบคุมโควิดที่ค่อนข้างดี คงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของรายได้ส่งกลับของแรงงานที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 5.8 ของจีดีพี

  ขณะที่รายได้ส่งประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา อาจเผชิญกับการฟื้นตัวของรายได้ส่งกลับแรงงานที่ล้าช้ากว่า เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่กระจุกตัวในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดของโควิดรอบใหม่ และอาจมีผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยล่าช้ากว่าคาด

   การลงทุนตรงจากต่างประเทศ กัมพูชาน่าจะเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนของการลงทุนตรงต่อการลงทุนโดยรวมอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 60 ซึ่งสูงในกลุ่ม CLMV นอกจากนี้ การลงทุนตรงดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นโครงการลงทุนที่มีอยู่แล้ว ทำให้การขยายการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว

  ขณะที่สปป.ลาว ซึ่งมีลักษณะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคล้ายคลึงกับกัมพูชาน่าจะได้รับอานิสงส์ในลักษณะคล้ายกันแต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากัมพูชา เนื่องจากสปป.ลาวมีสัดส่วนการลงทุนตรงต่อการลงทุนรวมร้อยละ 22 ซึ่งน้อยกว่ากัมพูชาค่อนข้างมาก สำหรับเศรษฐกิจเวียดนาม แม้เศรษฐกิจเวียดนามจะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนตรงในระยะก

  ลางและยาวสูงสุดใน CLMV และมีมูลค่าการลงทุนตรงใหญ่กว่าประเทศ CLM รวมกันหลายเท่าตัว แต่แรงหนุนจากการลงทุนตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในปีนี้อาจเกิดขึ้นไม่รวดเร็วนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์โควิดอาจไม่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุนโดยเฉพาะโครงการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนตรงในเวียดนามในไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงหดตัวร้อยละ 6 โดยมาจากการปรับลดลงของการลงทุนตรงในโครงการใหม่ที่ยังลดลงถึงร้อยละ 20

  อย่างไรก็ดี โครงสร้างการลงทุนตรงของเวียดนามนั้นมีการกระจายในหลายหมวดอุตสาหกรรมโดยเฉพาะภาคการผลิต ทำให้เวียดนามได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการลงทุนตรงที่ช่วยหนุนตลาดแรงงาน ตลอดจนยกระดับการบริโภคมากกว่ากัมพูชาและสปป.ลาว ที่การลงทุนตรงในโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่ได้ช่วยให้เกิดการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญตามมา

   ในส่วนของเมียนมา ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือยงยังเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการลงทุนตรงในช่วงนี้ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจเมียนที่สัดส่วนการลงทุนตรงต่อการลงทุนโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 13 ต่ำสุดในกลุ่ม CLMV อาจสะท้อนถึงอานิสงส์จากการลงทุนตรงในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจที่จำกัดกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม CLMV

   การท่องเที่ยว คงเป็นภาคส่วนที่ฟื้นตัวในลำดับท้ายๆ เนื่องจากประเทศใน CLMV ส่วนใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยงจากจีนและนักท่องเที่ยวในภูมิภาค ซึ่งการฉีดวัคซีนยังล่าช้ากว่าประเทศในตะวันตก ทำให้โอกาสที่จะบรรลุการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในปี 2564 มีไม่มาก โดยทางการจีนน่าจะยังระมัดระวังต่อการเปิดให้มีการเดินทางของนักท่องเที่ยวจนกว่าจีนจะบรรลุการสร้างภูมิคุ้นกันหมู่เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการระบาดซ้ำของโควิด ทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวน่าจะจำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันตกเป็นหลักซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ10 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดใน CLMV

  ซึ่งประเทศที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวสูงโดยเปรียบเทียบได้แก่ กัมพูชาและเวียดนาม ในส่วนของผลของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจกัมพูชาอาจได้รับอานิสงส์มากที่สุด เนื่องจากมีการพึ่งพิงรายได้ภาคการท่องเที่ยว คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 18 ของจีดีพี

  ขณะที่การจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางมีสัดส่วนถึง 31% ของการจ้างงานทั้งหมด ขณะที่เวียดนามและสปป.ลาวมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวประมาณร้อยละ 5 ของจีดีพี โดยในส่วนของการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวและเดินทางสปป.ลาวจะมีสัดส่วนการจ้างงานร้อยละ 12 มากกว่าเวียดนามที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7

  กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจ CLMV ในภาพรวมจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่เท่ากัน โดยเวียดนามเป็นเศรษฐกิจใน CLMV ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากโครงสร้างการผลิตและส่งออกที่มีสัดส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สูง ขณะที่กัมพูชาอาจเป็นอีกเศรษฐกิจที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นกันเนื่องจากการส่งออกของกัมพูชามีตลาดหลักอยู่ในสหรัฐฯ จีน และยุโรปซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้

   การลงทุนในกัมพูชาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) ซึ่งภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่แข็งแกร่งย่อมส่งผลให้โครงการดังกล่าวยังเดินหน้าต่อไป ในส่วนของเศรษฐกิจสปป.ลาว คงจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จำกัดในส่วนของการลงทุนตรงจากจีนเป็นหลัก ขณะที่ภาคการส่งออกอาจได้รับอานิสงส์จำกัด ขณะที่เมียนมา ปัจจัยการเมืองในประเทศคงเป็นปัจจัยที่มีผลในการลดทอนผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

เรียบเรียง  ชุติมา มุสิกะเจริญ 

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

Cr. efinancethai