ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดโควิดฉุดมูลค่าการใช้จ่ายกลุ่มอาหารปี 64 โตแค่ 0.5%

26 เม.ย. 64 14:25 น. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกสาม จะฉุดรั้งมูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปี 2564 แม้จะมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐมาช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่การกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดอีกครั้ง ประกอบกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแรงและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นต่อเนื่องติดกันเป็นปีที่ 2 หลังเกิดวิกฤตโควิค-19 ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการเพิ่มยอดขายในปีนี้

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในกรณีฐาน หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า (โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ใกล้เคียงกับสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมี.ค. หรือก่อนที่จะมีการระบาดระลอก 3 หรือเฉลี่ยไม่เกิน 100 ราย/วัน) ตลอดจนการกระจายวัคซีนเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี

   มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอาจมีมูลค่า 2.48 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 0.5% ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ได้ถูกลากยาวไปมากกว่าภายในช่วง 3 เดือนนี้ หรือมีการแพร่ระบาดที่เป็นคลัสเตอร์กลุ่มใหม่ การกลับมาฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคคงเป็นไปได้ยาก

  อีกทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนอาจไม่สามารถประคับประคองสภาพคล่องมากกว่า 2 ปีติดต่อกันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ จึงมีโอกาสที่จะหดตัวไปอยู่ที่ระดับ -2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 จะกลับมาเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มปี 2564: แม้ว่าสินค้ากลุ่มนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน แต่การระบาดรอบนี้ถือเป็นครั้งที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงและแพร่เชื้อเร็วกว่าทุกรอบที่ผ่านมา จนภาครัฐยกระดับคุมเข้มการแพร่ระบาดอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงดการจัดเลี้ยงสังสรรค์ ลดเวลาให้บริการของห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ปิดสถานบริการที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เช่น สถานบันเทิง

  ตลอดจนขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้พนักงานในสังกัด Work From Home งดเดินทางข้ามจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสัดส่วนที่สูงและจัดอยู่ในกลุ่มเขตควบคุมสูงสุด (หรือพื้นที่สีแดง) อาทิ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ท่ามกลางช่วง High-Season ของปีในการทำตลาดอย่าง เทศกาลสงกรานต์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ประกอบกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแรงต่อเนื่อง และมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้น

  จึงส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่เลี่ยงออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านหากไม่จำเป็น (รักษาระยะห่าง ลดการติดเชื้อ) รวมทั้งระมัดระวังด้านการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม แตกต่างจากปีก่อน ที่ยังพอได้อานิสงส์จากการตื่นตัวของผู้บริโภคในการสำรองสินค้าไว้บริโภคในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในช่วงแรกอยู่บ้าง แม้ว่าต้นปีจะมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

  การระบาดในรอบนี้จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มมากน้อยเพียงใด คงขึ้นอยู่กับระยะเวลาและมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการเยียวยาของภาครัฐที่จะออกมาเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี 2564 หลังจากสิ้นสุดมาตรการเดิม เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ประกอบการและกระตุ้นการจับจ่ายในฝั่งของผู้บริโภค ถ้าหากจบลงได้เร็วและมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผู้บริโภคออกมาต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงอยู่ในวงจำกัด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เส้นทางการฟื้นตัวของธุรกิจคงจะถูกลากยาวออกไปอีก ซึ่งเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า

   ในกรณีฐาน หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า (โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับไปสู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการระบาดระลอก 3 หรือเฉลี่ยไม่เกิน 100 ราย/วัน) ตลอดจนการกระจายวัคซีนเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้และมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ โครงการคนละครึ่งเฟส 3 รวมถึงมาตรการเยียวยา เช่น เราชนะเฟส 2 ออกมาเพิ่มในช่วงที่เหลือของปี

  น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคให้กลับมาฟื้นตัวได้บ้างตามลำดับ และผลักดันให้ยอดขายของผู้ประกอบการมีโอกาสกลับมาเพิ่มได้บ้างในช่วงที่เหลือของปี โดยภายใต้สมมติฐานนี้ มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศอาจมีมูลค่า 2.48 ล้านล้านบาท หรือปรับตัวในกรอบ 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่เติบโต 3.3%

  ในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์แพร่ระบาดได้ถูกลากยาวไปมากกว่าภายในช่วง 3 เดือนนี้ การกลับมาฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคคงเป็นไปได้ยาก เพราะอ่อนแรงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อีกทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งความเสียหายจากการสต็อกสินค้า การสูญเสียโอกาสในการขายและทำตลาดจากการกำลังซื้อผู้บริโภคที่กลับมาแผ่วลงอีกครั้ง ซึ่งอาจจะกระทบกับการบริหารสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย

  รวมกับปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่เดิม ทั้ง

1) แผนการกระจายวัคซีนที่อาจจะมีความล่าช้า หรือไม่เพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ทันในปีนี้ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดครั้งต่อไปอยู่บนความไม่แน่นอนสูง

2) ปัจจัยของฤดูกาลที่มีผลต่อยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปีอย่าง ช่วงฤดูฝนที่เป็น Low-Season ของสินค้าบางกลุ่ม อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์และผักผลไม้ ส่งผลกระทบต่อยอดขายในกลุ่มดังกล่าว

  3) ความต้องการของคู่ค้าในธุรกิจปลายน้ำที่ยังคงพึ่งพากำลังซื้อจากกลุ่มนักท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจจัดเลี้ยง โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร สถานบันเทิง ยังคงต้องดำเนินการอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น ภายใต้สมมติฐานนี้ มูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ จึงมีโอกาสที่จะหดตัวไปอยู่ที่ระดับ -2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

   หากพิจารณารายสินค้า กลุ่มสินค้าที่น่าจะประคับประคองยอดขายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน (หรือขยายตัวอยู่ในกรอบ 0-1%) คือกลุ่มอาหาร อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ข้าว เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ของมูลค่าการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในประเทศทั้งหมด 

  แต่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและมีความสำคัญต่อการดำรงชีพรองลงมาอย่าง กลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อย่าง น้ำอัดลม น้ำผลไม้ น่าจะเป็นกลุ่มสินค้าที่ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน จากกำลังซื้อที่เปราะบาง (เพราะประชาชนลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง) การแข่งขันทางธุรกิจที่สูงและมีกฎหมายที่เข้ามากำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น

  ทั้งนี้ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงสวนทางกับกำลังซื้อที่มีจำกัด การปรับตัวของผู้ประกอบการคงอยู่ที่การลดต้นทุนการผลิต/ค่าใช้จ่าย หรือชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เพื่อพยุงสภาพคล่องให้ผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากไปได้ ส่วนโอกาสทางธุรกิจภายใต้วิกฤตนั้น จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร การผลิตจึงต้องยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

  รวมถึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการให้กับลูกค้ามากขึ้น สะท้อนจากพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าในกลุ่มอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปีก่อน ภายใต้การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง แปลกใหม่ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวด้านการดำเนินงาน เป็นต้น

Cr. efinancethai